| รหัสโครงการ : | R000000689 |
| ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) : | การออกแบบและพัฒนาระบบส่องสว่างรถอีแต๋น |
| ชื่อโครงการ (ภาษาอังกฤษ) : | Design and Development of Lighting System for E-Tan Farm Trucks |
| คำสำคัญของโครงการ(Keyword) : | รถอีแต๋น, ระบบส่องสว่าง, แอลอีดี, ความปลอดภัยทางถนน, การประเมินผลตอบแทนทางสังคม |
| หน่วยงานเจ้าของโครงการ : | คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร > ภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกลและหุ่นยนต์การเกษตร |
| ลักษณะโครงการวิจัย : | โครงการวิจัยเดี่ยว |
| ลักษณะย่อยโครงการวิจัย : | ไม่อยู่ภายใต้แผนงานวิจัย/ชุดโครงการวิจัย |
| ประเภทโครงการ : | โครงการวิจัยใหม่ |
| สถานะของโครงการ : | propersal |
| งบประมาณที่เสนอขอ : | 100000 |
| งบประมาณทั้งโครงการ : | 100,000.00 บาท |
| วันเริ่มต้นโครงการ : | 08 พฤษภาคม 2568 |
| วันสิ้นสุดโครงการ : | 07 พฤษภาคม 2569 |
| ประเภทของโครงการ : | งานวิจัยประยุกต์ |
| กลุ่มสาขาวิชาการ : | วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี |
| สาขาวิชาการ : | สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย |
| กลุ่มวิชาการ : | วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ |
| ลักษณะโครงการวิจัย : | ระดับชาติ |
| สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ : | สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ |
| สร้างความร่วมมือประหว่างประเทศ GMS : | ไม่สร้างความร่วมมือทางการวิจัยระหว่างประเทศ |
| นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา : | ไม่นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาณภาพการศึกษา |
| เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต : | ไม่เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต |
| ความสำคัญและที่มาของปัญหา : | จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดอุทัยธานี ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศไทย เกษตรกรในพื้นที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการทำนาและการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร โดยยานพาหนะหลักที่นิยมใช้ในการลำเลียงข้าวเปลือกจากแปลงนาไปยังลานตากข้าวหรือโรงสี คือ "รถอีแต๋น" หรือรถยนต์เกษตรดัดแปลง เนื่องจากมีความทนทาน บรรทุกน้ำหนักได้มาก และเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ศึกษาสภาพปัญหาเบื้องต้น พบว่ารถอีแต๋นส่วนใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวยังขาดมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการขาดแคลน "ระบบสัญญาณไฟส่องสว่างด้านท้าย" หรือในคันที่มีการติดตั้ง ก็ประสบปัญหาไฟท้ายมีความสว่างไม่เพียงพอและชำรุดเสียหายง่าย
ปัญหานี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ศึกษา ที่พบข้อมูลที่มีนัยสำคัญว่า ในจำนวนการเกิดอุบัติเหตุทางถนนทั้งหมด 96 ครั้ง จะมีอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากรถทางการเกษตรถึง 1 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในการสัญจร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่มีการใช้งานรถอีแต๋นหนาแน่นในช่วงเวลากลางคืนหรือพลบค่ำ ลักษณะอุบัติเหตุที่พบบ่อยคือ "การถูกชนท้าย" เนื่องจากผู้ร่วมทางมองไม่เห็นรถอีแต๋นในระยะที่ปลอดภัย ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายระหว่างการขนส่ง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการ "การออกแบบและพัฒนาระบบส่องสว่างรถอีแต๋น" เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาไฟท้ายให้มีความสว่างชัดเจนตามมาตรฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยให้แก่เกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานีอย่างยั่งยืน
|
| จุดเด่นของโครงการ : | การนำองค์ความรู้ไปใช้ในภาคความปลอดภัยทางการเกษตรในพื้นที่มีการใช้งานจริง เพื่อส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยจากการใช้งานระบบขนส่งทางการเกษตรและเกดิการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างด้านการขนส่งทางการเกษตร |
| วัตถุประสงค์ของโครงการ : | 1. เพื่อออกแบบระบบส่องสว่างของรถอีแต๋น ในเขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี
2. เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในเขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี
3. เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนและประเมินผลกระทบทางสังคม (SROI) |
| ขอบเขตของโครงการ : | 1. ขอบเขตด้านพื้นที่:
1. ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดอุทัยธานี
2. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง:
1. ประชากร คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้งานรถอีแต๋นในพื้นที่วิจัย
2. กลุ่มตัวอย่าง คือ รถอีแต๋นที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทดสอบติดตั้งระบบส่องสว่างต้นแบบ จำนวน 10 คัน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3. ขอบเขตด้านเนื้อหา:
1. มุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาชุดโคมไฟท้ายสัญญาณ (ไฟหรี่, ไฟเบรก, ไฟเลี้ยว)
2. เลือกใช้เทคโนโลยีหลอดไฟแบบแอลอีดี (LED) เพื่อประหยัดพลังงานและเพิ่มอายุการใช้งาน โดยออกแบบให้รองรับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง 12 โวลต์ (12V DC) จากแบตเตอรี่รถยนต์
|
| ผลที่คาดว่าจะได้รับ : | 1. ได้ต้นแบบระบบส่องสว่างรถอีแต๋นที่ใช้เทคโนโลยี LED ซึ่งมีประสิทธิภาพความสว่างสูงและเหมาะสมกับการใช้งานในท้องถิ่น
2. ช่วยลดความเสี่ยงและลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากการถูกชนท้ายรถเกษตรในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี
3. กลุ่มเกษตรกรเจ้าของรถอีแต๋นต้นแบบจำนวน 10 คัน มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
4. ได้คู่มือหรือองค์ความรู้ในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบไฟส่องสว่างรถอีแต๋น เพื่อถ่ายทอดสู่ชุมชนต่อไป
|
| การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ : | จากการสืบค้นวรรณกรรมและฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ในประเทศไทย ผู้วิจัยพบว่ามีการศึกษาและพัฒนา "รถอีแต๋น" หรือ "รถเกษตรกรรม" ในหลากหลายมิติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ผ่านมามุ่งเน้นการแก้ปัญหาในเชิงวิศวกรรมเครื่องกลเป็นหลัก โดยเฉพาะด้านความแข็งแรงของโครงสร้างและการปรับปรุงระบบส่งกำลัง
งานวิจัยด้านการวิเคราะห์โครงสร้างและความแข็งแรง
(Wichairahad et al., 2019) หัวข้อการวิเคราะห์ความแข็งแรงและความแข็งตึงของโครงฐานรถบรรทุกใช้งานเกษตรกรรม (รย.15) วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความแข็งแรงและความแข็งตึงของโครงสร้างแชสซีภายใต้สภาวะการบรรทุกจริง ระเบียบวิธีวิจัย ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมขั้นสูง คือ ระเบียบวิธีไฟไนต์เอเลเมนต์เพื่อจำลอง การกระจายตัวของความเค้น
การวิเคราะห์เพื่อเชื่อมโยงกับงานวิจัยนี้: งานวิจัยนี้ยืนยันเชิงประจักษ์ว่ารถอีแต๋นทำงานภายใต้สภาวะโหลดและความเค้นเชิงกลที่สูงมาก ช่องว่างที่พบ: แม้จะวิเคราะห์ผลกระทบของแรงสั่นสะเทือนต่อ "โครงสร้างเหล็ก" แต่กลับละเลยผลกระทบของแรงสั่นสะเทือนเดียวกันนี้ ที่ส่งผลต่อ "ส่วนประกอบทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์" (เช่น โคมไฟ) ซึ่งเปราะบางกว่ามาก
งานวิจัยด้านการปรับปรุงระบบกลไกและส่งกำลัง
(ดาวเด่น et al., 2018) หัวข้อการพัฒนาระบบไฮดรอลิกไฟฟ้าและปรับปรุงโครงสร้างรถอีต๊อก (E-Tok) วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบยกเทและปรับปรุงโครงสร้างให้ "ทนต่อแรงกระแทก" งานวิจัยนี้ตระหนักถึงปัญหา "แรงกระแทก" แต่จำกัดการใช้วัสดุมาตรฐานไว้เพียง "โครงสร้างตัวถัง" ช่องว่างที่พบไม่ได้ขยายแนวคิดนี้ไปยังส่วนประกอบที่เปราะบาง เช่น "เลนส์โคมไฟหน้า" และไม่ได้กล่าวถึงการปรับปรุง "ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง" เพื่อให้ทนทานต่อแรงกระแทกเช่นเดียวกัน
งานวิจัยด้านการยศาสตร์และความปลอดภัยผู้ขับขี่
จากการทบทวนวรรณกรรม ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สามารถสรุปประเด็นสำคัญทางวิชาการได้ดังต่อไปนี้ บริบทปัญหาการใช้งานรถอีแต๋นต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤต 3 ประการพร้อมกัน คือ (1) แรงสั่นสะเทือนเชิงกล, (2) ความไม่เสถียรทางไฟฟ้า, และ (3) ปัจจัยสิ่งแวดล้อม (ฝุ่น, น้ำ) ความล้มเหลวของเทคโนโลยีเดิมคือเทคโนโลยีหลอดไส้มีโครงสร้างที่เปราะบาง ไม่สามารถทนทานต่อสภาวะวิกฤตเหล่านี้ได้
ทางเลือกทางเทคโนโลยีควรใช้เทคโนโลยี LED แบบ Solid-State (SSL) มีคุณสมบัติ ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน โดยธรรมชาติ แต่สร้างความท้าทายใหม่ในการออกแบบด้าน การจัดการความร้อน และ การออกแบบวงจรขับ เกณฑ์มาตรฐานต้องการพัฒนาต้องวัดผลได้ตามมาตรฐานกฎหมาย , มาตรฐานประสิทธิภาพโคม (UNECE R112/มอก.), และมาตรฐานการติดตั้ง (UNECE R48) ข้อจำกัดของงานวิจัยในอดีต งานวิจัยในไทยที่เกี่ยวข้องกับรถอีแต๋น มุ่งเน้น "วิศวกรรมเครื่องกล" (โครงสร้าง, ระบบส่งกำลัง) และ "ละเลย" ประเด็นปัญหาด้าน "วิศวกรรมไฟฟ้าและระบบส่องสว่าง" จากการสังเคราะห์ข้อมูลข้างต้น จึงปรากฏ ช่องว่างการวิจัยที่ชัดเจน กล่าวคือการขาดการออกแบบและพัฒนาเชิงบูรณาการสำหรับระบบไฟส่องสว่างยานยนต์ ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี LED (SSL) ซึ่งถูกออกแบบทางวิศวกรรมอย่างจำเพาะเจาะจงเพื่อรับมือกับสภาวะวิกฤต 3 ประการของรถอีแต๋น (แรงสั่นสะเทือน, แรงดันไม่เสถียร, สภาพแวดล้อม) ในขณะเดียวกันก็ต้องมีสมรรถนะเชิงแสงที่สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากล (UNECE) และข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก"
|
| ทฤษฎี สมมุติฐาน กรอบแนวความคิด : | 1. รถอีแต๋น หมายถึง ยานพาหนะที่ดัดแปลงหรือประกอบขึ้นเพื่อใช้ในกิจการทางการเกษตร โดยในงานวิจัยฉบับนี้ให้ หมายรวมถึงรถบรรทุกทางการเกษตรทุกประเภท ที่เกษตรกรในพื้นที่ศึกษาใช้ในการบรรทุกและขนส่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ทั้งที่มีลักษณะโครงสร้างเป็นไม้หรือเหล็ก และใช้เครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียวหรือหลายสูบในการขับเคลื่อน
2. ระบบส่องสว่าง หมายถึง ชุดอุปกรณ์สัญญาณไฟจราจรด้านท้ายของรถอีแต๋น ประกอบด้วย ไฟหรี่ (Position lamp), ไฟเบรก (Stop lamp) และไฟเลี้ยว (Turn signal lamp) โดยใช้เทคโนโลยีหลอดไฟแบบแอลอีดี (Light Emitting Diode: LED) ที่ใช้แหล่งจ่ายไฟจากแบตเตอรี่กระแสตรงขนาด 12 โวลต์
3. การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment: SROI) หมายถึง การประเมินความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการ โดยคำนวณเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าเงินลงทุนในการพัฒนาระบบส่องสว่าง กับมูลค่าทางสังคมที่เกิดขึ้นในรูปแบบตัวเงิน เช่น มูลค่าความเสียหายจากอุบัติเหตุที่ลดลง หรือมูลค่าความปลอดภัยในชีวิตของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น
|
| วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล : | ระยะที่ 1: การเตรียมการและศึกษาข้อมูลในงานวิจัย
- ศึกษาสภาพปัญหาและรวบรวมข้อมูลอุบัติเหตุในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี
- คัดเลือกประเด็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย
ระยะที่ 2: การออกแบบและพัฒนา
- ดำเนินการออกแบบวงจรและโครงสร้างระบบส่องสว่าง (ไฟท้าย/ไฟเลี้ยว/ไฟเบรก)
- คัดเลือกวัสดุอุปกรณ์ หลอด LED สายไฟ โคม และเปรียบเทียบต้นทุน
ระยะที่ 3: การทดลองใช้งานจริง
- จัดสร้างและติดตั้งระบบส่องสว่างต้นแบบให้กับรถอีแต๋นกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คัน
- ถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้งานและการดูแลรักษาแก่เกษตรกร
ระยะที่ 4: การประเมินผล
- ทดสอบประสิทธิภาพความสว่างและการใช้งาน
- วิเคราะห์ความคุ้มค่าและประเมินผลกระทบทางสังคม
- สรุปผลการวิจัย
|
| คำอธิบายโครงการวิจัย (อย่างย่อ) : | - |
| จำนวนเข้าชมโครงการ : | 28 ครั้ง |