รายละเอียดโครงการวิจัย
กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด

รหัสโครงการ :R000000703
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) :โครงการโรงเรียนชาวนาเพื่อการปรับตัวของชาวนาน่านต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดปัญหามลพิษจากการเผา
ชื่อโครงการ (ภาษาอังกฤษ) :Farmer School Project to Adapt Farmers to Climate Change and Reduce Pollution Problems from Burning
คำสำคัญของโครงการ(Keyword) :-
หน่วยงานเจ้าของโครงการ :คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
ลักษณะโครงการวิจัย :โครงการวิจัยเดี่ยว
ลักษณะย่อยโครงการวิจัย :ไม่อยู่ภายใต้แผนงานวิจัย/ชุดโครงการวิจัย
ประเภทโครงการ :โครงการวิจัยใหม่
สถานะของโครงการ :propersal
งบประมาณที่เสนอขอ :460000
งบประมาณทั้งโครงการ :460,000.00 บาท
วันเริ่มต้นโครงการ :01 ตุลาคม 2568
วันสิ้นสุดโครงการ :30 กันยายน 2569
ประเภทของโครงการ :อื่นๆ
กลุ่มสาขาวิชาการ :อื่นๆ
สาขาวิชาการ :อื่นๆ
กลุ่มวิชาการ :อื่นๆ
ลักษณะโครงการวิจัย :ระดับชาติ
สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ : ไม่สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์
สร้างความร่วมมือประหว่างประเทศ GMS : ไม่สร้างความร่วมมือทางการวิจัยระหว่างประเทศ
นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา :ไม่นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาณภาพการศึกษา
เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต : เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต
ความสำคัญและที่มาของปัญหา :การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะความแปรปรวนของฝน มีผลกระทบต่อการวางแผนการผลิตข้าว โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน ที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ในอดีตที่ผ่านมาเกษตรกรสามารถวางแผนผลิตข้าวที่มีปฏิทินที่แน่นอน โดยการสั่งสมประสบการณ์ภูมิปัญญา สังเกตจากสภาพภูมิอากาศ แต่ในปัจจุบัน ความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศที่ยากคาดเดา โดยเฉพาะการตกของฝน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้แนวทางการปฏิบัติแบบดั้งเดิม ทำให้ได้รับความเสี่ยงในด้านการผลิตและคุณภาพของข้าวที่ลดลง แม้ว่าปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีและข้อมูลต่างๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อหาแนวทางในการลดความเสี่ยงดังกล่าว เช่น การศึกษา Sujariya et al. (2020) ได้ประเมินความแปรปรวนของฝน ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของฤดูปลูก และการเกิดสภาวะแล้งในการผลิตข้าวน้ำฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโดยแบบจำลอง Agro-Ecological Zone (AEZ) เพื่อเป็นทางเลือกช่วยตัดสินใจ วางแผนการผลิตข้าวเพื่อลดความเสี่ยง จากการศึกษาพบว่า ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปี ในรอบ 16 ปี (2000-2015) ไม่แตกต่างกัน แต่จำนวนวันฝนตกลดลง ชี้ให้เห็นว่าการตกของฝนแต่ละครั้งรุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลให้น้ำระบายไม่ทัน เกิดน้ำท่วม นอกจากนั้น ช่วงการตกของฝนมีแนวโน้มขยับล่าช้าและสั้นลง ทำให้เกิดปัญหาแล้งต้นฤดูการทำนา และมีฝนตกช่วงระยะเก็บเกี่ยว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพข้าว โดยเฉพาะในกลุ่มข้าวไวต่อแสง เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จังหวัดน่าน สภาพพื้นที่เป็นป่าเขาและลาดชัน ประมาณ 87.2% และเป็นที่ราบ 12.8% โดยมีพื้นที่นาข้าวประมาณ 309,509 ไร่ หรือ 21.4 % ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2565) จากสภาพภูมิประเทศของน่าน ทำให้การปลูกข้าวมี 2 ระบบ คือ นาในที่ลุ่ม และข้าวไร่บนพื้นที่ลาดชัน และนาขั้นบันได ซึ่งยังมีไม่มาก แต่เริ่มมีการส่งเสริมและได้รับการยอมรับมากขึ้น เนื่องจากนาขั้นบันได สามารถผลิตข้าวได้มากกว่าการปลูกบนพื้นที่ลาดชัน และใช้พื้นที่ปลูกน้อยกว่า ทำให้ประหยัดแรงงานและเวลา สำหรับนาขั้นบันไดบนพื้นที่ความสูงไม่เกิน 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เกษตรกรมีการจัดการแบบนา มีน้ำขังตลอดฤดูปลูก พันธุ์ที่ใช้เป็นพันธุ์ข้าวนาจากพื้นที่นาลุ่ม การขังน้ำตลอดฤดูปลูกในนาขั้นบันได ต้องการน้ำมากกว่านาที่ลุ่ม เนื่องจากสภาพพื้นที่มีความลาดชัน การสูญเสียน้ำจากการซึมลงด้านล่าง (percolation) และด้านข้าง (lateral movement) มีมากกว่า ในขณะที่ปริมาณน้ำในอนาคตอาจมีปัญหา การศึกษาหาแนวทางการลดการใช้น้ำน่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่ง ส่วนนาขั้นบันไดบนที่สูงกว่า 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล การใช้พันธุ์ข้าวจากนาพื้นที่ลุ่มไม่น่าจะใช้ได้ เนื่องจากอุณหภูมิต่ำ ในช่วงการเจริญเติบโตทางการสืบพันธุ์ ทำให้ข้าวลีบ จึงควรใช้พันธุ์ข้าวไร่ดั่งเดิมที่เคยใช้ และไม่พยายามให้เป็นนาน้ำขัง (ข้าวไร่มีการปรับได้ไม่ดีในสภาพมีน้ำขัง) เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพดีขึ้น การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นเป็นปัจจัยสำคัญ จากปริมาณพื้นที่นาจำนวนน้อย ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เน้นผลิตเพื่อบริโภค ซึ่งมีแนวโน้มไม่เพียงพอ ต้องซื้อจากภายนอกเพิ่ม รายงานผลการประเมินระดับความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนเกษตรกรในจังหวัดน่าน ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรของจังหวัดน่าน ในพื้นที่ที่กำหนดแบบเจาะจง 4 อำเภอ เป็นพื้นที่ตัวแทนในการศึกษาครั้งนี้ คือ อำเภอเมือง อำเภอท่าวังผา อำเภอเวียงสา และอำเภอบ้านหลวง มีครัวเรือนเกษตรกรรวมกัน 40,861 ครัวเรือน (สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน, 2557) พบว่า มิติความมั่นคงด้านการมีอาหารของครัวเรือน เกษตรกรนั้น ครัวเรือนร้อยละ 68.33 มีความมั่นคงในระดับตํ่า และร้อยละ 31.67 มีความมั่นคงในระดับปานกลาง ส่วนมิติความมั่นคงด้านการเข้าถึงอาหารของครัวเรือนเกษตรกรนั้น ครัวเรือนเกษตรกรร้อยละ 36.67 มีความมั่นคง ในระดับมาก ร้อยละ 23.33 มีความมั่นคงในระดับปานกลาง และร้อยละ 40 มีความมั่นคงในระดับตํ่า เมื่อนำข้อมูลทั้ง 2 มิติมาประเมินร่วมกันโดยกำหนดให้มีคะแนนถ่วงนํ้าหนักความสำคัญเท่าๆ กัน ทำการประเมินระดับความมั่นคง ทางอาหารของครัวเรือนเกษตรกรในจังหวัดน่านในภาพรวม พบว่าครัวเรือนเกษตรกรร้อยละ 39.17 มีความมั่นคงทางอาหารในระดับมาก ร้อยละ 25.83 มีความมั่นคงทางอาหารในระดับปานกลาง และร้อยละ 35 มีความมั่นคงในระดับต่ำ (เพ็ญจันทร์ รวิยะวงศ์, 2563, วารสารบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ ราชมงคลล้านนา ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2563) เมื่อประกอบกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศต่อการผลิตข้าว ทั้งสภาวะแล้ง และน้ำท่วมขัง รวมไปถึงระบบนิเวศน์ที่จะมีความผันผวนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้น ดินเสื่อมสภาพ น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำใต้ดินลดลง วัชพืช โรคและแมลงระบาดรุนแรงมากขึ้น พันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านอาหารเสื่อมสูญมากขึ้น สถานะการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบต่อผลผลิตและคุณภาพผลผลิต และกระทบกับความมั่นคงด้านอาหารและการดำรงชีวิตของชุมชนเกษตรกรซึ่งยากจน และถ้าสถานะการณ์รุนแรง เกษตรกรไม่สามารถรับมือกับสถานะการณ์ จนต้องเลิกหรือลดปริมาณการผลิต จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และปัญหาทางสังคมที่จะตามมาอีกมากมาย นอกจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีผลต่อการผลิตทางการเกษตรแล้ว การผลิตทางการเกษตรถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนขึ้น จากการปล่อยก๊าชเรือนกระจก ซึ่งคิดเป็น 24% ของการปล่อยทั้งหมด รองมาจากภาคพลังงาน (56%) ปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่สำคัญของประเทศไทย (2533) มี 3 ชนิดคือ คาร์บอนไดออกไซด์ (73%) มีเทน (25%) และไนตรัสออกไซด์ (2%) ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงถูกมองว่ามีการปล่อยก๊าชเรือนกระจกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมีเทน จากนาข้าว คิดเป็น 65% ของการปล่อยก๊าชมีเทนทั้งหมด แนวทางที่จะลดการปลดปล่อยมีเทนจากนาข้าว มีการวิจัยมาพอสมควร เช่น การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้น้ำและลดการการปลดปล่อยมีเทน อย่างไรก็ตามพบว่า การขยายผลการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ยังมีการยอมรับไม่มากนัก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับของเกษตรกร ในการนำไปปฏิบัติ น่าจะเป็นสิ่งที่ควรศึกษาและหาแนวทางทีเกษตรกรยอมรับได้
จุดเด่นของโครงการ :-
วัตถุประสงค์ของโครงการ :1 ประยุกต์กลไกโรงเรียนชาวนา เพื่อปรับรูปแบบการทำนาของเกษตรกรบนพื้นที่ลาดชันให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2 เพื่อจัดทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีและการทำนาที่ลดการเผาและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแปลงนาข้าว
ขอบเขตของโครงการ :-
ผลที่คาดว่าจะได้รับ :-
การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ :-
ทฤษฎี สมมุติฐาน กรอบแนวความคิด :-
วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล :-
คำอธิบายโครงการวิจัย (อย่างย่อ) :-
จำนวนเข้าชมโครงการ :2 ครั้ง
รายชื่อนักวิจัยในโครงการ
ชื่อนักวิจัยประเภทนักวิจัยบทบาทหน้าที่นักวิจัยสัดส่วนปริมาณงาน(%)
นางสาวสุกัญญา สุจริยา บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยผู้ร่วมวิจัย15

กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด