| รหัสโครงการ : | R000000688 |
| ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) : | นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียเพื่อยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง |
| ชื่อโครงการ (ภาษาอังกฤษ) : | An innovation of digital multimedia media to enhance reading literacy for children and youth in non-urban areas |
| คำสำคัญของโครงการ(Keyword) : | นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย,ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน,เด็กและเยาวชน digital multimedia Innovation,reading literacy,children and youth |
| หน่วยงานเจ้าของโครงการ : | มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา |
| ลักษณะโครงการวิจัย : | โครงการวิจัยเดี่ยว |
| ลักษณะย่อยโครงการวิจัย : | ไม่อยู่ภายใต้แผนงานวิจัย/ชุดโครงการวิจัย |
| ประเภทโครงการ : | โครงการวิจัยใหม่ |
| สถานะของโครงการ : | propersal |
| งบประมาณที่เสนอขอ : | 300000 |
| งบประมาณทั้งโครงการ : | 300,000.00 บาท |
| วันเริ่มต้นโครงการ : | 01 ตุลาคม 2568 |
| วันสิ้นสุดโครงการ : | 30 กันยายน 2569 |
| ประเภทของโครงการ : | การวิจัยและพัฒนา |
| กลุ่มสาขาวิชาการ : | สังคมศาสตร์ |
| สาขาวิชาการ : | สาขาการศึกษา |
| กลุ่มวิชาการ : | หลักสูตรและการสอนการวัดและประเมิณผลการศึกษา |
| ลักษณะโครงการวิจัย : | ระดับนานาชาติ |
| สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ : | ไม่สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ |
| สร้างความร่วมมือประหว่างประเทศ GMS : | ไม่สร้างความร่วมมือทางการวิจัยระหว่างประเทศ |
| นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา : | นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาณภาพการศึกษา |
| เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต : | ไม่เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต |
| ความสำคัญและที่มาของปัญหา : | การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่สามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายของสังคมในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการส่งเสริมการอ่านในวงกว้างผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาการอ่านแห่งชาติ แต่ยังพบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองยังขาดโอกาสในการเข้าถึงหนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น ความห่างไกลจากศูนย์กลางการเรียนรู้ ทรัพยากรในท้องถิ่นที่จำกัด และปัญหาด้านเศรษฐกิจภายในครอบครัว ทำให้การพัฒนาทักษะการอ่านในกลุ่มนี้ยังเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะความฉลาดรู้ด้านการอ่าน หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า "Reading Literacy" ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการความอ่าน ทำความเข้าใจ และตีความข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและสื่อดิจิทัล ความฉลาดรู้ด้านการอ่านไม่ได้หมายถึงแค่การอ่านออกเสียงหรือการอ่านที่รวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการใช้ทักษะการวิเคราะห์และวิจารณ์ การประเมินค่า และการใช้ข้อมูลที่ได้จากการอ่านเพื่อแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน (OECD, 2019)
การฉลาดรู้ด้านการอ่านมีความสำคัญต่อพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การอ่านช่วยให้บุคคลสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความรู้และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานในอนาคต (McKenna & Stahl, 2015) ถึงแม้ว่าความฉลาดรู้ด้านการอ่านจะมีความสำคัญ แต่จากการศึกษาพบว่าความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนในประเทศไทยยังมีปัญหามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองและกลุ่มที่ขาดโอกาสทางการศึกษา จากผลการสอบ PISA ของประเทศไทยในปี 2022 พบว่าเด็กและเยาวชนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านความฉลาดรู้ด้านการอ่านอยู่ที่ 379 คะแนน ซึ่งลดลงจาก 393 คะแนนในปี 2018 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 476 คะแนน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 64 จาก 81 ซึ่งมีผลการวิจัยที่ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนนสอบของนักเรียนไทย พบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมมีความเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับคะแนนสอบ โดยนักเรียนในกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจะมีคะแนนสูงกว่านักเรียนที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างนักเรียนในเขตเมืองและเขตชนบท ที่พบว่าเด็กในเขตเมืองมีคะแนนสูงกว่าเด็กในเขตชนบท (Chulalongkorn University, 2010)
จากการศึกษาความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนในเขตภาคกลางตอนบนจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานีและจังหวัดชัยนาท พบปัญหาที่สำคัญ โดยในเด็กประถมศึกษามีการออกเสียงคำภาษาไทยไม่ถูกต้องและขาดทักษะการอ่านที่สอดคล้องกับความหมายของข้อความ จากการศึกษาความสามารถในการอ่านจากผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (Reading Test: RT) ของโรงเรียนนอกเขตเมืองจังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานีและชัยนาท จากการสุ่มผลการสอบ RT ประจำปีการศึกษา 2567จำนวน 10 โรงเรียน นักเรียน 100 คน แสดงผล ดังตาราง 1
ตาราง 1 ข้อมูลพื้นฐานด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และปีที่ 6 โรงเรียนนอกเขตอำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์อุทัยธานี และชัยนาท
ชั้น
การอ่านออกเสียง (%)
การอ่านรู้เรื่อง (%)
ดีมาก
ดี
พอใช้
ปรับปรุง
ดีมาก
ดี
พอใช้
ปรับปรุง
ประถมศึกษาปีที่ 3
46.43
28.57
21.43
3.57
21.25
41.12
30.43
7.20
ประถมศึกษาปีที่ 6
59.32
23.73
13.56
3.39
12.00
62.00
18.00
8.00
จากตาราง 1 แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และปีที่ 6 ในโรงเรียนนอกเขตเมืองมีความสามาถในการอ่านในระดับดีมากเพียงร้อยละ 46.43 และ 59.32 ยิ่งกว่านั้นด้านการอ่านรู้เรื่องมีผลการประเมินในระดับดีมากเพียง 21.25 และ 12.00 ซึ่งอยู่ในระดับพอใช้และปรับปรุงมากถึงร้อยละ 26.00-37.63 ซึ่งในอนาคตเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และความสำเร็จในชีวิตหรือการทำงานการทำงาน
เทคโนโลยีดิจิทัลมัลติมีเดียได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ สื่อมัลติมีเดีย ซึ่งประกอบด้วยภาพ เสียง ข้อความ และการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับเนื้อหาได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ในหลายด้าน งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสื่อมัลติมีเดียชี้ให้เห็นว่าสื่อเหล่านี้สามารถช่วยกระตุ้นความสนใจและเพิ่มพูนความเข้าใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กและเยาวชนที่มักจะมีความสนใจในการเรียนรู้ผ่านช่องทางที่หลากหลายและมีความสนุกสนาน ตามทฤษฎีการเรียนรู้โดยใช้มัลติมีเดีย (Multimedia Learning Theory) ของ Richard Mayer นักการศึกษาชาวอเมริกันชี้ให้เห็นว่าการนำเสนอเนื้อหาผ่านหลายช่องทาง เช่น การใช้ภาพประกอบร่วมกับเสียงบรรยาย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียน การอ่านในสื่อดิจิทัลต้องอาศัยทักษะการเข้าใจและประเมินข้อมูลที่มาจากหลายแหล่ง เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านจึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน (Kress, 2010)
จากที่กล่าวมาผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนานวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียเพื่อยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง โดยจะเน้นการสร้างสื่อที่มีความหลากหลายและสามารถเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้สะดวกขึ้นอันนำไปสู่การพัฒนาความรู้และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานในอนาคต โดยกำหนดคำถามการวิจัยดังนี้
1. ปัญหาและความต้องการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองเป็นอย่างไร และปัญหานั้นมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนอย่างไร
2. นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียรูปแบบใดที่มีความเหมาะสมที่สุดในการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
3. การใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียส่งผลต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองหรือไม่ อย่างไร
4. เด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียหรือไม่ อย่างไร |
| จุดเด่นของโครงการ : | 1) ตอบโจทย์ปัญหาเชิงนโยบายและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โครงการมุ่งแก้ปัญหา ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง ซึ่งเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่สะท้อนจากผลการประเมินระดับชาติและนานาชาติ (เช่น PISA และ RT) และเชื่อมโยงกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการเรียนรู้และโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
2) ใช้ “นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย” เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาได้ โครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่การสำรวจปัญหา แต่ พัฒนาและทดสอบนวัตกรรมจริง โดยใช้สื่อดิจิทัลมัลติมีเดียที่ผสานภาพ เสียง ข้อความ และปฏิสัมพันธ์ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยมัลติมีเดีย (Multimedia Learning Theory) และพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กยุคดิจิทัล
3) ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมและสามารถขยายผลได้ โครงการคาดว่าจะได้ นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียอย่างน้อย 6 ชุด งานวิจัยที่สามารถเผยแพร่ระดับชาติ/นานาชาติ |
| วัตถุประสงค์ของโครงการ : | วัตถุประสงค์
1. เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความต้องการ ปัญหา และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
2. เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียในการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
3. เพื่อทดลองใช้และประเมินผลการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียที่มีต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองศึกษาโดยใช้ |
| ขอบเขตของโครงการ : | ขอบเขตการวิจัย
ขอบเขตด้านพื้นที่การวิจัย
การวิจัยครั้งนี้กำหนดพื้นที่การวิจัยในเขตภาคกลางตอนบน ประกอบด้วยพื้นที่ในจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท
ขอบเขตด้านเนื้อหา
1. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความต้องการ ปัญหา และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
2. ความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนในด้านการอ่านออกสียงและการรู้ในการอ่าน ได้แก่ การแปลความ การตีความ การวิเคราะห์ความ
ขอบเขตด้านแหล่งข้อมูล
1. ข้อมูลผลการประเมินความสามารถในการอ่าน (RT) ของเด็กและเยาวชนในเขตภาคกลางตอนบน ได้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท (secondary data)
2. ครู ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนในเขตภาคกลางตอนบน ได้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท จำนวน 15 คน ซึ่งได้จากการเลือกตามความสมัครใจ
3. เด็กและเยาวชนในเขตภาคกลางตอนบน ได้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท จำนวน 300 คนพิจารณาจากเด็กและเยาวชนที่ครู ผู้บริหารและผู้ปกครองอนุญาตให้เข้าร่วมโรงการวิจัย
ขอบเขตด้านตัวแปร
ตัวแปรต้น ได้แก่ การใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย
ตัวแปรตาม ได้แก่ 1) ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน 2) ความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย |
| ผลที่คาดว่าจะได้รับ : | 1.งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมการอ่านและทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้แบบดั้งเดิม
2. งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์เพื่อประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่าน โดยสร้างแบบประเมินที่สามารถวัดพัฒนาการของความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในเด็กและเยาวชน
3. งานวิจัยนี้สามารถนำไปเผยแพร่ในรูปบทความในวารสารหรือสื่อวิชาการจะช่วยสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวคิดกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพิ่มเติม
4.บทความวิจัยที่เผยแพร่ในสื่อสาธารณะหรือวารสารจะช่วยกระจายข้อมูลให้สาธารณชน ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนได้รับรู้ถึงความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลในการพัฒนาทักษะการอ่าน นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งในเขตเมืองและนอกเขตเมือง |
| การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ : | 1) แนวคิดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) การวิจัยยึดแนวคิดของ OECD ซึ่งมองว่า ความฉลาดรู้ด้านการอ่านไม่ใช่เพียงการอ่านออกเสียง แต่ครอบคลุมความสามารถในการทำความเข้าใจ ตีความ วิเคราะห์ ประเมิน และนำข้อมูลจากการอ่านไปใช้ในการตัดสินใจและแก้ปัญหาในชีวิตจริง ทั้งจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัล แนวคิดนี้เป็นฐานสำคัญในการกำหนดตัวแปรตามและการออกแบบเครื่องมือประเมินผลการวิจัย
2) ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยมัลติมีเดีย (Multimedia Learning Theory) การออกแบบนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียอิงทฤษฎีของ Richard Mayer ซึ่งเสนอว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเนื้อหาถูกนำเสนอผ่านหลายช่องทาง เช่น ภาพ เสียง และข้อความอย่างเหมาะสม ทฤษฎีนี้สนับสนุนการพัฒนาสื่อที่ช่วยลดภาระทางปัญญา กระตุ้นความสนใจ และส่งเสริมความเข้าใจเชิงลึกด้านการอ่านของผู้เรียน
3) แนวคิดพหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory) การวิจัยนำแนวคิดพหุปัญญาของ Howard Gardner มาใช้เป็นฐานในการออกแบบสื่อ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างผู้เรียนแต่ละคน เช่น ความถนัดด้านภาษา ภาพ เสียง หรือการโต้ตอบ แนวคิดนี้ช่วยให้สื่อนวัตกรรมมีความยืดหยุ่นและตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
4) แนวคิดการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ด้านระเบียบวิธีวิจัย โครงการอาศัยกรอบการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบ การพัฒนา การตรวจสอบคุณภาพ และการทดลองใช้ ร่วมกับแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เน้นการนำผลการวิจัยไปใช้จริงในบริบทโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแท้จริง |
| ทฤษฎี สมมุติฐาน กรอบแนวความคิด : | การวิจัยครั้งนี้ยึดกรอบแนวคิดที่เชื่อว่า การพัฒนานวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียที่ออกแบบบนฐานทฤษฎีการเรียนรู้และบริบทพื้นที่จริง จะสามารถส่งผลเชิงบวกต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง โดยกรอบแนวคิดประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญดังนี้
1) ตัวแปรต้น (Independent Variable)
การใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย
ซึ่งเป็นสื่อที่พัฒนาขึ้นตาม
ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยมัลติมีเดีย
แนวคิดพหุปัญญา
แนวคิดความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล
นวัตกรรมประกอบด้วยสื่อที่ผสาน ภาพ เสียง ข้อความ และการมีปฏิสัมพันธ์ และออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียนในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ในโรงเรียนนอกเขตเมือง
2) ตัวแปรตาม (Dependent Variables)
2.1 ความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
ประกอบด้วย
การอ่านออกเสียง
การอ่านรู้เรื่อง ได้แก่ การแปลความ การตีความ และการวิเคราะห์ความหมายของข้อความ
2.2 ความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย
พิจารณาจากมุมมองของ
เด็กและเยาวชน ครู ผู้ปกครอง |
| วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล : | การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียเพื่อยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองผู้วิจัยออกแบบตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับแนวคิดการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) แก้ปัญหาความสามารถในการอ่านของเด็กและเยาวชน โดยกำหนดขั้นตอนที่สอดคล้องกับคำถามและวัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความต้องการ ปัญหา และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความต้องการ ปัญหา และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองเป็นขั้นตอนสำคัญในการออกแบบนวัตกรรมสื่อดิจิทัลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ดำเนินการดังนี้
1.1 สัมภาษณ์ครู ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนนอกเขตเมืองนครสวรรค์ อุทัยธานีและชัยนาท จำนวน 15 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่พวกเขาพบในการพัฒนาทักษะการอ่าน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ เช่น การเข้าถึงหนังสือหรือสื่อการเรียนรู้
1.2 วิเคราะห์ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านประจำปีการศึกษา 2567 ของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนนอกเขตเมืองนครสวรรค์ อุทัยธานีและชัยนาท จำนวน 500 ข้อมูล ซึ่งได้จากการสุ่มหลายขั้นตอน (multistage random sampling) ด้านการอ่านออกเสียง และความรู้ด้านการอ่าน ทักษะการตีความ และความเข้าใจเนื้อหาที่ไม่ลึกซึ้ง เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบนวัตกรรมสื่อดิจิทัลที่เน้นพัฒนาทักษะเฉพาะ เช่น การอ่านจับใจความ การอ่านเชิงวิเคราะห์ และการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหา
1.3 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถด้านการอ่านและปัจจัยพื้นฐานการเรียนรู้ด้านครอบครัวและโรงเรียนเพื่อเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการอ่านของเด็ก การสนับสนุนจากครอบครัว เช่น การส่งเสริมการอ่านที่บ้าน และการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในโรงเรียน เช่น ทรัพยากรทางการศึกษาและวิธีการสอน มีผลต่อความสามารถในการอ่านของเด็กและเยาวชน การวิเคราะห์นี้ช่วยระบุปัจจัยที่ควรปรับปรุงหรือสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อออกแบบนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันและเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาทักษะการอ่าน
แหล่งข้อมูลในการวิจัย
1. ครูและผู้ปกครองเด็กและเยาวชนในจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาทในการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 15 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling)
2. ข้อมูลผลการสอบประเมินความสามารถด้านการอ่าน (Reading Test: RT) ประจำปีการศึกษา 2567 ของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท ซึ่งเป็นข้อมูลฑุติยภูมิ
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกครูและผู้ปกครองใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ โดยเริ่มจากการถอดความและรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์ธีม (Thematic Analysis) เพื่อระบุหัวข้อหลักที่เกิดขึ้น ทำการจัดหมวดหมู่ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อหาความเชื่อมโยงและแนวโน้มของปัญหาหรือความต้องการ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการออกแบบนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการ
2. ข้อมูลผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านใช้สถิติพื้นฐาน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถด้านการอ่านและปัจจัยพื้นฐานการเรียนรู้ด้านครอบครัวและโรงเรียน
ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบ พัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียในการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง
1. นำข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1 มาวางแผนการสร้างเนื้อหาและการนำเสนอมัลติมีเดีย เช่น การใช้ภาพ เสียง ข้อความ และอินเตอร์แอคชั่น ที่ช่วยเสริมทักษะการอ่าน โดยเน้นการออกแบบที่เข้าใจง่ายและตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
2. ออกแบบนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง จำนวน 3 ชุดสำหรับเด็กและเยาวชนในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 จากนั้นจัดทำ (Storyboarding) เพื่อให้เห็นภาพรวมและโครงสร้างของสื่อนวัตกรรม วางแผนการใช้สื่อมัลติมีเดีย เช่น การวางตำแหน่งของข้อความ ภาพ เสียง และปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้ตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้
3. ประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ นวัตกรรม ดิจิทัลมัลติมีเดีย และครูผู้สอนภาษาไทย รวมจำนวน 7 คน เพื่อประเมินคุณภาพนวัตกรรมยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านด้านความถูกต้องเหมาะสมแลความเป็นไปได้ในการนำไปใช้
4. วิเคราะห์ข้อมูลการประชุมกลุ่มเพื่อปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านตามข้อเสนอแนะ
5. นำนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองไปทดลองใช้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเล็กจังหวัดและ 5 คนเพื่อทดลองใช้ (Try out) นวัตกรรมในเบื้องต้นของสื่อนวัตกรรม จากนั้นปรับปรุงแก้ไข
แหล่งข้อมูล 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ นวัตกรรม ดิจิทัลมัลติมีเดีย และครูผู้สอนภาษาไทย จำนวน 7 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง
2) เด็กและเยาวชนในโรงเรียนนอกเขตเมือง จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท จำนวน 15 คน ซึ่งได้จากการเลือกตามความสมัครใจ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1 ) แบบบันทึกการประชุมกลุ่มจำนวน 1 ฉบับ
2) แบบสัมภาษณ์เด็กและเยาวชนที่ทดลองใช้นวัตกรรม
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. การวิเคราะห์ข้อมูลจากการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและนวัตกรรมดิจิทัลมัลติมีเดียใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ โดยเริ่มจากการถอดความและสรุปความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นระบุเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของนวัตกรรม เช่น การออกแบบ ความน่าสนใจ ความถูกต้องในเนื้อหา และความเป็นไปได้ในการใช้งาน จากนั้นจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามหัวข้อเหล่านี้เพื่อนำมาประเมินและปรับปรุงนวัตกรรมให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
2. การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์เด็กและเยาวชนที่ทดลองใช้นวัตกรรมใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ขั้นตอนที่ 3 เพื่อทดลองใช้และประเมินผลการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียที่มีต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับเด็กและเยาวชนนอกเขตเมืองศึกษาโดยใช้
ขั้นตอนการทดลองใช้และประเมินผลการใช้ ผู้วิจัยใช้แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยออกแบบการทดลองก่อนและหลัง (Pretest-Posttest Design) เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียที่มีต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ดังนี้
1. ติดต่อประสานงานเพื่อกับผู้บริหารระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับสถานศึกษาเพื่อขออนุญาตทดลองใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียกับนักเรียนในโรงเรียนนอกเขตเมือง
2. ทำการทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบประเมินความสามารถด้านการอ่าน (Reading Test: RT) จากนั้นนำนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียไปเด็กและเยาวชนใช้ระหว่างการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียมีการสังเกตพฤติกรรมและวัดพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน จากนั้นทำการทดสอบหลังการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย
3. หลังการใช้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียผู้วิจัยดำเนินการสอบถามและสัมภาษณ์ความพึงพอใจของเด็ก เยาวชน ครูและผู้ปกครองที่มีต่อนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย
กลุ่มเป้าหมาย
1.เด็กและเยาวชนที่กำลังเรียนในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ในโรงเรียนนอกเขตเมืองในเขตภาคกลางตอนบน จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท จำนวน 300 คน ซึ่งได้จากการเลือกโรงเรียนที่ผู้บริหาร ครู และผู้ปกรอง อนุญาตให้นำนวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียไปใช้กับเด็กและเยาวชนได้
2. ครูและผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนนอกเขตเมืองในเขตภาคกลางตอนบน จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท รวม 15 คน ได้จากการเลือกตามความสมัครใจในการให้ข้อมูลการวิจัย
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้วิธีทางสถิติเพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านก่อน-หลังการใช้นวัตกรรม ใช้ การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบสมมติฐาน ด้วยการทดสอบที (t- test for two paired sample)
2. วิเคราะห์ความพึงพอใจด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ค่าเฉลี่ย (Mean) หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation |
| คำอธิบายโครงการวิจัย (อย่างย่อ) : | โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพ นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย สำหรับยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านของเด็กและเยาวชนนอกเขตเมือง โดยมุ่งเน้นการอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่อง ได้แก่ การแปลความ การตีความ และการวิเคราะห์ความหมายของข้อความ การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการ และบริบทการเรียนรู้ในพื้นที่ภาคกลางตอนบน จากนั้นออกแบบและพัฒนาสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียที่เหมาะสมกับผู้เรียน ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ ทดลองใช้ และประเมินผลก่อน–หลังการใช้นวัตกรรม ผลการวิจัยคาดว่าจะได้นวัตกรรมสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้จริงในสถานศึกษานอกเขตเมือง และเป็นแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการอ่านและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน |
| จำนวนเข้าชมโครงการ : | 59 ครั้ง |