รายละเอียดโครงการวิจัย
กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด

รหัสโครงการ :R000000387
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) :การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโดยใช้องค์ความรู้ใหม่ในการจัดการศัตรูข้าวเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าวในนาชลประทาน
ชื่อโครงการ (ภาษาอังกฤษ) :The effective improvement of rice production by using new knowledge on pest management to reduce cost and increase yield in irrigated land
คำสำคัญของโครงการ(Keyword) :องค์ความรู้ใหม่, การจัดการศัตรูข้าว, จุลินทรีย์ปฏิปักษ์, สารสกัดพืช, การลดต้นทุน
หน่วยงานเจ้าของโครงการ :คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม > ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ แขนงวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช
ลักษณะโครงการวิจัย :โครงการวิจัยเดี่ยว
ลักษณะย่อยโครงการวิจัย :ไม่อยู่ภายใต้แผนงานวิจัย/ชุดโครงการวิจัย
ประเภทโครงการ :โครงการวิจัยใหม่
สถานะของโครงการ :propersal
งบประมาณที่เสนอขอ :415800
งบประมาณทั้งโครงการ :415,800.00 บาท
วันเริ่มต้นโครงการ :01 ธันวาคม 2559
วันสิ้นสุดโครงการ :01 ธันวาคม 2560
ประเภทของโครงการ :งานวิจัยประยุกต์
กลุ่มสาขาวิชาการ :เกษตรศาสตร์
สาขาวิชาการ :สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา
กลุ่มวิชาการ :การป้องกันกำจัดศัตรูพืช
ลักษณะโครงการวิจัย :ระดับชาติ
สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ : ไม่สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์
สร้างความร่วมมือประหว่างประเทศ GMS : ไม่สร้างความร่วมมือทางการวิจัยระหว่างประเทศ
นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา :นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาณภาพการศึกษา
เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต : ไม่เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต
ความสำคัญและที่มาของปัญหา :ข้าว (rice) เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ในแต่ละปีประเทศไทยผลิตและส่งออกข้าวเป็นมูลค่ามาก ในปีพ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา มีการส่งออกข้าวสูงถึง 10.97 ล้านตัน และมีมูลค่าการส่งออกรวม 174,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.6 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีพ.ศ. 2556 เนื่องจากราคาส่งออกข้าวของไทยใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย และเวียดนาม ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวบางส่วนปรับเปลี่ยนกลับมานำเข้าข้าวจากไทยทำให้การส่งออกข้าวไทยกลับมาเป็นอันดับที่ 1 เช่นเดิม สำหรับการค้าข้าวในปีพ.ศ. 2558 นี้ คาดว่าประเทศไทยจะส่งออกข้าวใกล้เคียงกับปีพ.ศ. 2557 เนื่องจากการเร่งบริหารจัดการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล และราคาข้าวที่ประกาศโดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ณ วันที่ 28 มกราคม 2558 ข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ ราคาอยู่ที่ 422 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยในขณะนี้ราคาข้าวของไทยได้กลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงกว่าคู่แข่งทุกประเทศ (สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, 2558) แม้ว่าราคาข้าวจะสูงขึ้นแต่ต้นทุนการผลิตข้าวไทยก็เพิ่มสูงขึ้น อาทิเช่นปุ๋ยเคมีราคาเพิ่มขึ้นจากถุง (50 กก.) ละ 584 เป็น 690-1,045 บาทใน ปี 2557 รวมทั้งค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้การผลิตข้าวนาปรังของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2557 มีสภาวะแห้งแล้งทำให้ปลูกข้าวได้เพียงฤดูเดียว (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2557) สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากปัญหาสภาวะโลกร้อน (global warming) ที่จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการผสมเกสรของพืชโดยตรง และสภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้นและบ่อยครั้งมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้โรคและแมลงหลายชนิดมีวงจรชีวิตสั้นลง สามารถเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้อย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้วัชพืชเจริญเติบโตได้ดีกว่าพืชทั่วไปและประสิทธิภาพยาฆ่าหญ้าลดลง (คมชัดลึก, 2558) นอกจากนี้ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้เกิดลมพัดแรงส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของวัชพืช เชื้อโรค และแมลงศัตรูได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งการให้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่ถูกต้องส่งผลกระทบต่อการเพิ่มจำนวนของโรคและแมลงศัตรูอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าการเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสัมพันธ์กับการใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง (สุจินต์, 2554) ทำให้เกษตรกรหลายกลุ่มต้องหาวิธีการลดต้นทุนการผลิตและปรับตัวในการผลิตข้าวภายใต้สภาวะอากาศที่แปรปรวน และจากการพูดคุยกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และอ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ พบว่าองค์ความรู้ของเกษตรกรที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ได้แก่ การหมักย่อยสลายตอซังฟางข้าวด้วยจุลินทรีย์ การใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ การใช้น้ำหมักชีวภาพจำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช นอกจากนี้ คุณสนุ่น สมีเพชร เกษตรกรจากอ.เกล้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ลดต้นต้นทุนด้วยการใช้ตอซังและฟางข้าวปรับปรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารในแปลงนา โดยการไถกลบตอซังและฟางข้าวทันทีหลังการเก็บเกี่ยว และใช้วิธีการจัดการน้ำเพื่อป้องกันศัตรูพืช (สยามคูโบต้า, 2555) การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งแกล้งข้าวแนวคิดที่ถอดบทเรียนของการทำนาในช่วงวิกฤติของการขาดน้ำ ซึ่งวิธีการปลูกข้าวแบบนี้นอกจากจะเป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดแล้วยังช่วยให้การกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าวได้ผลเป็นอย่างดี ดังเช่นความสำเร็จของกลุ่มผู้ผลิตข้าวบ้านท่าไม้ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ กลุ่มสามัคคีเมล็ดพันธุ์ ต.ยางขาว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาบ่อคำ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นต้น (สุภชัย, 2555) องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านข้าว เหล่นนี้ควรนำไปทดลองปฏิบัติในแปลงนาของเกษตรกรรายย่อยเพื่อให้เกิดการแพร่กระจายเป็นเครือข่ายสังคมแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยมีเกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และเพื่อการปรับตัวต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (FAC CAADP Policy Brief, 2011) ในกระแสโลกาวิวัฒน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จุดเด่นของโครงการ :-
วัตถุประสงค์ของโครงการ :1. เพื่อศึกษาคัดเลือกแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรและนักวิชาการในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าว 2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการผลิตของวิธีการจัดการศัตรูข้าวแบบบูรณาการที่เกษตรกรยอมรับเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าว 3. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนกำไรในการจัดการศัตรูข้าวแบบบูรณาการและการใช้สารเคมีสังเคราะห์ 4. เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการศัตรูข้าวแบบบูรณาการภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง 5. เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนใกล้เคียงและเผยแพร่ผลงานในวารสารวิชาการ
ขอบเขตของโครงการ :งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาตั้งแต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตข้าวที่ได้รับการยอมรับตามวิถีปฏิบัติของเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ และการศึกษาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนนำข้อมูลที่ได้รับมาวางแผนการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตข้าวจากการจัดการศัตรูข้าวแบบบูรณาการตามวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม และการจัดการศัตรูข้าวโดยใช้สารเคมีสังเคราะห์เพียงอย่างเดียว ทำการทดลองในแปลงนาเกษตรกรรายย่อยในเขตภาคเหนือตอนล่าง เก็บข้อมูลโดยละเดียดทั้งด้านการงอกของเมล็ดข้าว ด้านการเจริญเติบโต ด้านการทำลายจากโรคและแมลงศัตรู ด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต จากนั้นทำการศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนกำไร และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนใกล้เคียง
ผลที่คาดว่าจะได้รับ :11.1 ด้านวิชาการ - ได้แนวทางปฏิบัติในการจัดการศัตรูข้าวจากองค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรและนักวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว - ได้ต้นแบบการจัดการศัตรูข้าวแบบบูรณาการที่เกษตรกรยอมรับว่าสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าว 11.2 ด้านนโยบาย - ลดการนำเข้าปุ๋ยวิทยาศาสตร์และสารเคมีกำจัดศัตรูข้าวเพื่อลดการขาดดุลทางการค้า - ลดมลภาวะทางอากาศและสภาวะโลกร้อนจากการเผ่าทำลายเศษพืชและการใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดศัตรูข้าว 11.3 ด้านเศรษฐกิจ - พัฒนาศักยภาพในการแข่งขันโดยการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด - ลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรจากการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์และสารเคมีกำจัดศัตรูข้าว - ลดค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูคุณภาพของดินและน้ำที่ใช้ในภาคการเกษตร - ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เช่น การเป็นอัมพฤต อัมพาต และมะเร็ง เป็นต้น 11.4 ด้านสังคมและชุมชน - ลดปัญหาด้านสุขภาพทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค - เกษตรกรรายย่อยสามารถพึงพาตนเองได้ในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยการจัดการศัตรูข้าวแบบบูรณาการภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง - เกิดความเข้มแข้งและความยั่งยืนในการประกอบอาชีพของชุมชนท้องถิ่น 11.5 ด้านการเผยแพร่ - ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการศัตรูข้าวแบบบูรณาการสู่ชุมชน - ตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการระดับชาติหรือระดับนานาชาติอย่างน้อย 1 เรื่อง
การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ :9.1 ข้าว ข้าว (rice) เป็นธัญพืชอาหารหลักของชาวโลก จัดเป็นพืชสายพันธุ์เดียวกับหญ้าซึ่งนับได้ว่าเป็นหญ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมีความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถปลูกขึ้นได้ง่ายมีความทนทานต่อทุกสภาพภูมิประเทศในโลกไม่ว่าจะเป็นถิ่นแห้งแล้งแบบทะเลทราย พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง หรือแม้กระทั่งบนเทือกเขาที่หนาวเย็น พันธุ์ข้าวที่รู้จักและนำมาปลูกสามารถแบ่งออกได้ เป็น 2 ชนิดคือ Oryza sativa L. ที่นิยมปลูกในทวีปเอเชีย และ O. glaberrina ที่นิยมเพาะปลูก ในทวีปแอฟริกา แต่ข้าวที่ปลูกและซื้อขายกันในตลาดโลกเกือบทั้งหมดจะเป็นข้าวจากทวีปเอเชีย แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะและพื้นที่ปลูกได้ดังนี้ 1) ข้าวอินดิกา (Indica) หรือข้าวเจ้า เป็นข้าวที่มีลักษณะเม็ดเรียวยาวรี ลำต้นสูง ตั้งชื่อมาจากแหล่งที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศอินเดีย เป็นข้าวที่นิยมเพาะปลูกในทวีปเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย ไปจนถึงอินเดียและศรีลังกา 2) ข้าวจาปอนิกา (Japonica) เป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อม กลมรี มีแหล่งกำเนิดจากทางภาคเหนือ แล้วผ่าน มาทางลุ่มแม่น้ำโขง ในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 20 หลังจากนั้นลดจำนวนลงไปแพร่หลายในเขตอบอุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย ยุโรป และอเมริกา 3) ข้าวจาวานิกา (Javanica) เป็นข้าวลักษณะเมล็ดป้อมใหญ่สันนิษฐานว่า เป็นข้าวพันธุ์ผสมระหว่างข้าวอินดิกาและจาปอนิกา นิยมเพาะปลูกใน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน หมู่เกาะริวกิว และญี่ปุ่น แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนักเพราะให้ผลผลิตต่ำ ประเภทของข้าวแบ่งตามระยะความยาวของกลางวันออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้าวที่ไวต่อช่วงแสงและข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง 9.1.1 ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ข้าวพวกนี้ออกดอกเฉพาะในเดือนที่มีความยาวของกลางวันสั้น ข้าวที่ไวต่อช่วงแสงในประเทศไทยมักจะเริ่มสร้างช่อดอกและออกดอกในเดือนที่มีความยาวของกลางวันประมาณ 11 ชั่วโมง 40 นาที หรือสั้นกว่านี้ โดยพันธุ์ข้าวในประเทศไทยที่เป็นพันธุ์พื้นเมือง ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่มีความไวต่อช่วงแสง โดยเฉพาะข้าวที่ปลูกเป็นข้าวนาเมืองหรือข้าวขึ้นน้ำ ซึ่งการปลูกข้าวพวกที่ไวต่อช่วงแสงจะต้อง ปลูกในฤดูนาปี ที่เรียกว่า ข้าวนาน้ำฝน และจะออกดอกในเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคมที่มีความยาวของกลางวันสั้นเท่านั้น ไม่ว่าจะปลูกในเดือนอะไรก็ตาม ข้าวพวกไวต่อช่วงแสงจึงมีประโยชน์สำหรับชาวนาในบางท้องที่ เช่นในจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีฝนตกไม่สม่ำเสมอ บางปีฝนก็มาเร็วและบางปีฝนก็มาช้า การปลูกข้าวด้วยพันธุ์ที่ไวต่อช่วงแสงและเป็นข้าวเบาหรือข้าวกลาง ถึงแม้จะปลูกช้ากว่าปกติ มันก็จะออกดอกให้เก็บเกี่ยวได้ แต่ผลิตผลอาจลดต่ำลงบ้าง และพันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อการค้าคือข้าวหอมมะลิ 105 9.1.2 ข้าวที่ไม่ไวต่อแสง การออกดอกของข้าวพวกนี้ไม่ขึ้นอยู่กับความยาวของกลางวัน เมื่อต้นข้าวได้มีระยะเวลาการเจริญเติบโตครบตามกำหนด ต้นข้าวก็จะออกดอกทันทีไม่ว่าเดือนนั้นจะมีกลางวันสั้นหรือยาว ฉะนั้น พันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง จึงใช้ปลูกได้ผลดีทั้งในฤดูนาปรังและนาปี แต่ อย่างไรก็ตามพวกไม่ไวต่อช่วงแสงมักจะให้ผลิตผลสูงเมื่อปลูกในฤดูนาปรัง (ประพาส, 2553) ซึ่งข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสงที่นิยมปลูก ได้แก่ ข้าวหอมปทุมธานี 1, กข.31, กข.47 และ กข.49 การเลือกพันธุ์ข้าวควรพิจารณาในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านราคาผลผลิต ด้านปริมาณผลผลิตต่อไร่ ความต้านทานโรคและแมลงศัตรู ความทนทานต่อสภาพดินที่เป็นกรดด่างหรือดินเค็ม ความทนทานต่อสภาพน้ำท่วม ความทนทานต่อสภาพอากาศ และความนิยมของผู้บริโภค อาทิเช่น 1) ข้าวหอมมะลิ 105 เป็นข้าวที่มีราคาสูงสุด ทนแล้งได้ดีพอสมควร ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม มีคุณภาพขัดสีได้เมล็ดข้าวสารใสและแกร่งเรียวยาว คุณภาพการหุงต้มดีมีกลิ่นหอมและอ่อนนุ่ม แต่ปริมาณผลผลิตต่อไร่ไม่สูง ประมาณ 365 – 515 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกได้เพียงในฤดูนาปีเพราะเป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ โรคใบสีส้ม โรคใบหงิก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น และหนอนกอ 2) ข้าวปทุมธานี 1 เป็นข้าวหอมสามารถปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและฤดูนาปรัง มีปริมาณผลผลิตประมาณ 650 – 774 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว โรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง แต่ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว โรคใบหงิกและใบสีส้ม คุณภาพข้าวสุกนุ่มค่อนข้างเหนียวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีราคาสูงกว่าข้าวขาวทั่วไปแต่ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิ 105 3) ข้าว กข.31 เป็นข้าวเจ้าขาวไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณผลผลิตประมาณ 738 – 745 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาล โรคขอบใบแห้ง และโรคเมล็ดด่าง เพลี้ยกระโดดหลังขาว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่อ่อนแอต่อโรคใบหงิก โรคไหม้ และโรคใบสีส้ม 4) ข้าว กข.49 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสงมีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงถึง 939 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลชนิดใหม่ ต้านทานต่อโรคไหม้ในเขตภาคกลาง แต่ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง และอ่อนแอต่อโรคไหม้ในเขตจังหวัดพิษณุโลก คุณภาพการสีดีมากสามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ 5) ข้าวหอมชลสิทธิ์ เป็นข้าวหอมที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ทนน้ำท่วมแบบฉับพลัน ผลผลิตประมาณ 820-1000 กิโลกรัมต่อไร่ คุณภาพหุงต้มหอมนุ่มเหนียวคล้ายข้าวหอมมะลิ 105 (ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์, 2557) 9.2 การปลูกข้าว การปลูกข้าวหรือการทำนาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 วิธี ดังนี้ 9.2.1 การปลูกข้าวไร่ หมายถึง การปลูกข้าวบนที่ดอนไม่มีน้ำขังในพื้นที่ปลูก ชนิดของข้าวที่ปลูกเรียกว่า “ข้าวไร่” พื้นที่ดอนส่วนมากเช่น ภูเขา มักจะไม่มีระดับ คือ สูงๆต่ำๆ จึงไม่สามารถไถเตรียมดิน และปรับระดับดินได้ง่ายๆ เหมือนกับพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้น ชาวนามักปลูกข้าวแบบหยอด โดยขั้นแรกทำการตัดหญ้าและต้นไม้เล็กออก แล้วจึงทำความสะอาดพื้นที่ที่จะปลูก แล้วใช้หลักไม้ปลาย แหลมเจาะดินเป็นหลุม ปกติจะต้องหยอดพันธุ์ข้าวทันที่หลังจากที่เจาะหลุม และหลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว แล้วจะใช้เท้ากลบดินปากหลุม เมื่อฝนตกหรือเมื่อเมล็ดได้รับความชื้นจากดิน เมล็ดจะงอกและเจริญเติบโตเป็นต้นข้าว พื้นที่ปลูกข้าวไร่จะแห้งและขาดน้ำทันที่เมื่อสิ้นหน้าฝน ดังนั้นการ ปลูกข้าวไร่จึงต้องใช้พันธุ์ที่มีอายุเบา โดยปลูกในต้นฤดูฝนและแก่เก็บเกี่ยวได้ในปลายฤดูฝน ดังนั้นการปลูกข้าวไร่ชาวนาจะต้องหมั่น กำจัด วัชพืช เพราะที่ดอนมักจะมีวัชพืชมากกว่าที่ลุ่ม พื้นที่ที่ปลูกข้าวไร่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อยและปลูกมากในภาคเหนือและภาคใต้ 9.2.2 การปลูกข้าวนาดำ หรือเรียกว่า การปักดำ ซึ่งวิธีการปลูกแบ่งเป็นสองตอน ตอนแรกได้แก่การตกกล้าในแปลขนาดเล็ก และตอนที่สองได้แก่การถอนต้นกล้านำไปปักดินในนาผืนที่ ใหญ่ ดังนั้น การปลูกแบบปักดำ (Indirect seeding) ซึ่งต้องเตรียมดินที่ดีกว่าการปลูกข้าวไร่ มีการไถดะ การไถแปร และการคราด ปกติการไถและคราดในนาดำมักจะใช้แรงวัวควาย หรือแทรกเตอร์ขนาดเล็กที่เรียกว่า ควายเหล็ก หรือไถยนต์เดินตาม ทั้งนี้เป็นเพราะพื้นที่นาดำมีคันนาแบ่งกั้นออกเป็นแปลงเล็กๆ ขนาดแปลงละ 1 ไร่ หรือเล็กกว่า คันนามีไว้เพื่อกักเก็บน้ำ ปล่อยน้ำทิ้งจาก แปลงนา นาดำจึงมีการบังคับน้ำในนาไว้ได้บ้างพอสมควร การทำนาในระบบการผลิต “เปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว” เป็นนวัตกรรมทางเลือกยามน้ำมีน้อย มีวิธีการดังต่อไปนี้ 1) การเตรียมดิน ควรไถ หรือตีดินให้ลึก 20-25 ซ.ม. (เพราะต้องฝังท่อแกล้งข้าวลงไปในดิน 20 ซ.ม.) พื้นนาต้องเรียบสม่ำเสมอทั้งแปลง 2) ใช้วิธีปลูกข้าวแบบปักดำด้วยเครื่องระยะห่างระหว่างแถว 30 ซ.ม. (กล้าอายุไม่เกิน 25 วัน) 3) วิธีแกล้งข้าว ใช้ท่อ PVC หน้า 4 นิ้ว ความยาว 4 เมตร แบ่งความยาวท่อนละ 25 ซม. ได้ทั้งหมด 16 ท่อน (1ไร่ ใช้ประมาณ 5 – 8 ท่อน) นำไปเจาะรู จำนวน 40 รู ต่อท่อน โดยแถวบนสุดห่างจากขอบบน 5 เซนติเมตร และแถวถัดไปห่างแถวละ 5 เซนติเมตร หลังปักดำแล้วนำท่อไปปักในนาตามแนวตั้ง กระจายให้ทั่วแปลงนา โดยให้ขอบบนสูงจากดิน 5 เซนติเมตรแล้วใช้มือควักขี้เลนออกจากท่อให้หมดไว้เพื่อวัดระดับน้ำในเเปลงนาว่าระดับน้ำใต้ผิวดินเเห้งลงไปเท่าไร ซึ่งในระยะแรกต้องรักษาระดับน้ำ สูง 3 – 10 เซนติเมตร เพื่อควบคุมวัชพืช ปล่อยให้ระดับน้ำในนาแห้ง 2 ครั้ง ช่วงข้าวอายุ 40-50 วัน และ 50-60 วัน จนดินแตกระแหง สังเกตระดับน้ำในท่อจนถึงระดับลึก 15 เซนติเมตร (ระยะจุดเฉาข้าวหรือจุดเป็นตายเท่ากัน) จึงเปิดน้ำเข้านาใหม่ ในระหว่างที่น้ำแห้งสามารถลงไปจัดการในแปลงนาได้สะดวก(โดยที่เท้าไม่เปื้อน) เช่น กำจัดวัชพืช ตัดพันธุ์ปน และหว่านปุ๋ย(ให้ปุ๋ยลงไปตามซอกระแหง ถึงราก โดยตรง) ก่อนเปิดน้ำเข้านา (สุภชัย, 2555) 9.2.3 การปลูกข้าวนาหว่าน เป็นการปลูกข้าวโดยเอาเมล็ดพันธุ์หว่านลงไปในพื้นที่นาที่ได้ไถเตรียมดินไว้ การเตรียมดินก็มีการไถดะและไถแปรปกติชาวนาจะเริ่มไถนา เพื่อปลูกข้าวนาหว่านตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากพื้นที่นาสำหรับปลูกข้าวนาหว่านไม่มีคันนากั้นแบ่งออกเป็นผืนเล็กๆ จึงสะดวกแก่การไถด้วยรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวนาอีกจำนวนมากที่ใช้แรงวัวและควายไถนา การปลูกข้าวนาหว่านมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การหว่านสำรวย การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ การหว่านหลังขี้ไถ และการหว่านน้ำตม 1) การหว่านสำรวย การหว่านวิธีนี้ชาวนาจะต้องเริ่มไถนาเตรียมดินตั้งแต่เดือนเมษายนซึ่งมีการไถดะและไถแปรแล้วเอาเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้เพาะให้งอกหว่านลงไปโดยตรง ปกติใช้เมล็ดพันธุ์ 1-2 ถัง/ไร่ เมล็ด พันธุ์ที่หว่านลงไปบางส่วนจะตกลงไปอยู่ตามซอก ระหว่างก้อนดินและรอยไถ เมื่อฝนตกลงมา ทำให้ดินเปียกและเมล็ดที่ได้รับความชื้น ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้นกล้า การหว่านวิธีนี้ใช้เฉพาะในท้องที่ที่ฝนตกตามฤดูกาล 2) การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ ในกรณีที่ดินมีความชื้นอยู่บ้างแล้ว และเป็นเวลาที่ฝนจะเริ่มตกตามฤดูกาล ชาวนาจะปลูกข้าวแบบหว่านคราดกลบหรือไถกลบ โดยชาวนาจะทำการไถดะและไถแปร แล้วเอาเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ได้ เพาะให้งอกจำนวน 1-2 ถัง/ไร่ หว่านลงไปทันที แล้วคราดหรือไถ เพื่อกลบเมล็ดที่หว่านลงไปอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากดินมีความชื้นอยู่แล้ว เมล็ดก็จะเริ่มงอก ทันทีหลังจากหว่านลงไปในดิน วิธีนี้ดูเหมือนว่าจะดีกว่าวิธีแรก เพราะเมล็ดจะงอกทันทีหลังจากที่ได้หว่านลงไป นอกจากนี้การตั้งตัวของต้นกล้าก็ดีกว่าวิธีแรกด้วย เพราะเมล็ดที่หว่านลงไปถูกดินกลบฝังลึกลงไปในดิน 3) การหว่านน้ำตม การหว่านแบบนี้นิยมใช้ในพื้นที่ที่มีการชลประทานอย่างสมบูรณ์แบบ และพื้นที่นาเป็นผืนใหญ่ มีคันนากั้น การเตรียมดินก็เหมือนกับการเตรียมดินสำหรับนาดำ ซึ่งมีการไถดะไถแปรและคราด เพื่อจะได้เก็บวัชพืชออกไปจากนาและปรับระดับพื้นที่นา แล้วทิ้งให้ดินตกตะกอนจนเห็นว่าน้ำใส และน้ำในนา ไม่ควรลึกกว่า 2 เซนติเมตร จึงเอาเมล็ดพันธุ์จำนวน 1-2 ถัง/ไร่ ที่ได้เพราะให้งอกแล้วหว่านลงไป เมล็ดก็จะเจริญเติบโตเป็นต้นข้าวและโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ มีการเจริญเติบโตอย่างข้าวอื่นๆ ตามปกติ (ประพาส, 2555) 9.3 ศัตรูข้าวและการป้องกันกำจัด ศัตรูของข้าวประกอบด้วย วัชพืช แมลงศัตรู โรคพืช และสัตว์ศัตรู โดยวัชพืชที่รายแรงในแปลงนาได้แก่ ข้าววัชพืช หญ้าข้าวนก หญ้านกสีชมพู หญ้าดอกขาว แมลงศัตรูสำคัญของข้าวที่ระบาดเสมอๆ ได้แก่ เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้กล้า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว แมลงบั่ว หนอนกอ หนอนม้วนใบ แมลงสิง และหนอนกระทู้คอรวง โรคที่สำคัญของข้าวได้แก่โรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคเมล็ดด่าง โรคขอบใบแห้ง และโรคใบขีดโปร่งแสง และสัตว์ศัตรูข้าวที่สำคัญได้แก่ หนูนา หอยเชอรี่ นกกระติ๊ดขี้หมู และปูนา สำหรับการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวมีวิธีการหลัก ๆ 6 วิธีการดังต่อไปนี้ คือ วิธีทางเขตกรรม วิธีกล วิธีฟิสิกส์ วิธีทางชีวภาพ วิธี วิธีทางกฎหมาย และทางเคมี 9.3.1 วิธีทางเขตกรรม (cultural method) เป็นวิธีการจัดสภาพแวดล้อมให้ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และแพร่ระบาดของศัตรูพืช โดยอาศัยวิธีการเขตกรรมต่าง ๆ เช่น การไถพรวนตากหน้าดินไว้ก่อนการปลูกพืช การปล่อยน้ำขังท่วมแปลงก่อนการเตรียมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การเลือกพื้นที่ปลูก การเลือกฤดูหรือช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม และการใช้พันธุ์ต้านทานต่อศัตรูพืช 9.3.2 วิธีกล (mechanical method) เป็นวิธีการใช้เครื่องมืออย่างง่ายๆ เพื่อทำลายหรือป้องกันศัตรูพืช วิธีการนี้เหมาะกับการกสิกรรมขนาดเล็ก และมีแรงงานว่าง ตัวอย่างเช่นการเก็บ จับ และการใช้ตาข่าย 9.3.3 วิธีทางฟิสิกส์ (physical method) เป็นการใช้คลื่นความร้อน คลื่นเสียง อุณหภูมิ รังสี หรือไฟฟ้า ในการขับไล่ หรือป้องกันศัตรูพืชจำพวกแมลง หนู นก ตั๊กแตน ค้างคาว 9.3.4 วิธีทางชีวภาพ (biological control) เป็นวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติให้ควบคุมศัตรูพืช ใช้ได้ผลในการควบคุมแมลงศัตรู และวัชพืชบางชนิด เช่นการใช้ตัวห้ำ ตัวเบียนหรือโรคในการควบคุมแมลงศัตรูพืช การใช้แมลง และปลาในการกำจัดวัชพืชน้ำ 9.3.5 วิธีทางกฎหมาย (legal control) เช่นการออกกฎหมายกักกันพืช และพระราชบัญญัติกักกันพืช 9.3.6 วิธีทางเคมี (chemical method) แบ่งตามลักษณะทางเคมีได้ 2 ประเภท คือ 1)สารเคมีพวกอนินทรีย์สาร เป็นสารประกอบเกลือของปรอท ทองแดง กำมะถัน สังกะสี และเหล็ก สารเคมีประเภทนี้บางชนิดมีพิษต่อมนุษย์และสัตว์รุนแรงมาก ปัจจุบันถูกห้ามใช้ในบางประเทศ โดยเฉพาะเกลือของปรอทและสังกะสี 2) สารเคมีพวกอินทรีย์สาร อาจเป็นสารเคมีที่สกัดจากพืช เช่น โล่ติ้น หางไหล ไพรีทรัม ยาสูบ สะเดา ตะไคร้หอม ข่า หรือเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมาโดยวิธีการทางเคมี (สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว, 2552) 9.4 การแพร่ระบาดของศัตรูข้าวและการพยากรณ์ 9.4.1 การแพร่ระบาด การระบาดของศัตรูพืช (outbreak of plant pests ) หมายถึง ศัตรูพืชที่มีจำนวนมากจนก่อให้เกิดความเสียหายกับพืชปลูก ทำลายพืชให้เสียหายทั้งทางคุณภาพและปริมาณของผลผลิต โดยการวัดการระบาดจะดูที่จำนวนของศัตรูพืชจะมากกว่าหรือสูงกว่าระดับเศรษฐกิจ (Economic threshold level) การระบาดของศัตรูพืชมีสาเหตุเนื่องจากศัตรูพืช พืชปลูกและการปลูก และสภาพแวดล้อม อาทิเช่น 1) การนำศัตรูพืชชนิดหนึ่งชนิดใดเข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ผักตบชวา หอยเชอรี่ 2) การปลูกพืชชนิดเดียวเป็นพื้นที่กว้างและต่อเนื่องกันหลายฤดูกาล จะช่วยเพิ่มอาหารให้แก่ศัตรูพืชและสะสมศัตรูพืชในพื้นที่เพาะปลูก 3) การทำลายสมดุลระหว่างศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการใช้สารฆ่าแมลงทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติลดน้อยลงและไม่สามารถควบคุมปริมาณศัตรูพืชได้ 4) สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้ศัตรูพืชบางชนิดเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว (สมพร, 2553) ซึ่งศัตรูพืชที่แพร่ระบาดทำความเสียหายให้แก่ข้าวที่สำคัญ ได้แก่ ข้าววัชพืช เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคไหม้ และหนูท้องขาว เป็นต้น 9.4.1.1 การแพร่ระบาดของข้าววัชพืช มีสาเหตุมาจาก 5 ประการ คือ 1) ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าวเนื่องจากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวจากแหล่งที่ไม่มีคุณภาพ 2) ติดมากับอุปกรณ์ในการทำนา เครื่องมือเตรียมดิน เก็บเกี่ยว ภาชนะบรรจุข้าว โดยเฉพาะ รถเกี่ยวนวดข้าว 3) ติดมากับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ที่ผลิตจากวัสดุที่ได้มาจากนาข้าว เช่น ฟาง แกลบ ขี้เถ้าแกลบ หน้าดินผสม จากท้องนาซึ่งเมล็ดข้าววัชพืชมีคุณสมบัติอยู่ได้นานในสภาพต่างๆ 4) การแพร่ไปกับน้า ในระบบชลประทาน (ข้าวหาง ข้าวครึ่งเมล็ด) ลอยไปกับน้าลงสู่แปลงนาได้ และ 5) ติดมากับอาหารเสริมของเป็ดที่ปล่อยในนาข้าว ส่วนใหญ่เป็นข้าวเปลือกที่มีราคาถูก อาจมีเมล็ดข้าววัชพืชปะปนมาด้วย (สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี, 2550) 9.4.1.2 การแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีสาเหตุมาจาก 7 ประการ คือ 1) การปลูกข้าวตลอดทั้งปี 2) การปลูกข้าวพันธุ์ไม่ต้านทาน 3) การใช้สารฆ่าแมลงที่ผิด โดยสารเคมีมีผลทำลายศัตรูธรรมชาติที่ช่วยควบคุมประชากรแมลงศัตรูข้าว หรือสารนั้นไปกระตุ้นให้เพิ่มอัตราการกิน หรือเพิ่มอัตราการขยายพันธุ์ ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 3) สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม ในสภาวะที่เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อุณหภูมิจะอยู่ในช่วง 20-30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 50-60 เปอร์เซ็นต์ และสภาพนาข้าวที่ลมสงบหรืออากาศถ่ายเทไม่ดี การเพิ่มจำนวนประชากรของแมลงจะเป็นไปได้ดี 4) การปลูกข้าวพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งเป็นข้าวที่มีการแตกกอสูง กอแน่น รูปทรงของต้นข้าวเป็นพุ่ม ตอบสนองต่อปุ๋ยดี ซึ่งลักษณะดังกล่าว เหมาะแก่การขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนของประชากรของแมลงศัตรูข้าว 5) วิธีการปลูกข้าว การปลูกข้าวชิดกันมาก เช่น นาหว่านน้ำตมที่ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ต่อไร่สูง จำนวนต้นข้าวมีมาก เหมาะแก่การเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์ของแมลงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มจำนวนของแมลงจึงเกิดขึ้นรวดเร็ว 6) การใช้ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยอัตราสูง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ทำให้มีการเจริญเติบโตทางใบมาก และเซลล์ของต้นข้าวมีสภาพ อวบน้ำเหมาะแก่การขยายพันธุ์ของแมลงและตัวอ่อนมีการอยู่รอดสูง 7) น้ำในนาข้าว มีการศึกษาพบว่า สภาพนาข้าวที่มีน้ำขังตลอดเวลา ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มจำนวนได้มากกว่านาข้าวที่ไม่มีน้ำขัง แต่ดินยังชื้นแฉะอยู่ เนื่องจากนาข้าวที่มีน้ำขังมีความชื้นสูง เหมาะแก่การพัฒนาการเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 9.4.1.3 การแพร่ระบาดของโรคไหม้ มีสาเหตุมาจาก 4 ประการ คือ 1) เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรคไหม้ เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข31 และกข47 2) เกษตรกรมีการตกกล้าหรือหว่านข้าว โดยใช้อัตราการหว่านที่สูงคือมากกว่า 15 กก./ไร่ ทำให้ข้าวขึ้นหนาแน่นในแปลงกล้าหรือแปลงนาหว่าน 3) มีการหว่านปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียในอัตราสูง 4) สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรคคือช่วงที่มีเมฆปกคลุมเป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกันหลายวัน มีฝนตกปรอยๆ เป็นประจำ ใบข้าวเปียกนานมากกว่า 10 ชั่วโมง อุณหภูมิกลางคืนค่อนข้างเย็น ประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวที่ไม่มีน้ำท่วมขัง ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำค้างในช่วงกลางคืนเป็นระยะเวลายาวนาน 9.4.1.4 การแพร่ระบาดของหนูนา การระบาดมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกหนูค่อยๆ เพิ่มปริมาณจากจำนวนน้อยจนมากพอที่จะทำความเสียหาย แบบที่สองเกิดจากการอพยพเคลื่อนย้ายของหนูจำนวนมากจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง และสาเหตุที่ทำให้หนูระบาดเกิดจากการเพิ่มอาหารตามธรรมชาติ และการขาดตัวควบคุมทางธรรมชาติ เช่น งู พังพอน นกล่าเหยื่อ ทำให้ธรรมชาติขาดสมดุล หนูไม่มีศัตรูคอยกำจัด ปริมาณจึงเพิ่มขึ้น (อังคณา, 2552) 9.4.2 การพยากรณ์การเกิดศัตรูข้าว การพยากรณ์ หมายถึง การคาดการณ์ล่วงหน้าว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไร การคาดการณ์ที่แม่นยำจะต้องมีข้อมูลหรือประวัติย้อนหลังหลายๆปี (Historical profile) ซึ่งการเก็บข้อมูลจะต้องมีอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหรือหลายๆปัจจัยบางครั้งการคาดการณ์ก็อาจจะผิดได้ โดยศัตรูพืชเป็นสาธารณภัยที่เกิดกับพืชและผลผลิตการเกษตร จะเกิดระบาดเมื่อสภาพธรรมชาติมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบนิเวศ เช่น มีการปลูกพืชพันธุ์เดียวกัน ระยะการเจริญเติบโตใกล้เคียงกัน มีอาหารของศัตรูพืชตลอดปี หรือศัตรูธรรมชาติที่ควบคุมประชากรของศัตรูพืชถูกกาจัดโดยสารกำจัดศัตรูพืช สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อน เป็นต้น ซึ่งปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global warming) ในปัจจุบันส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้นและบ่อยครั้งมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้โรคและแมลงหลายชนิดมีวงจรชีวิตสั้นลง สามารถเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้อย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว (คมชัดลึก, 2558) อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้วัชพืชเจริญเติบโตได้ดีกว่าพืชทั่วไปและประสิทธิภาพยาฆ่าหญ้าลดลง นอกจากนี้ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้เกิดลมพัดแรงส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของวัชพืช เชื้อโรค และแมลงศัตรูได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น (สุจินต์, 2554) การเตือนการระบาดศัตรูพืช หมายถึง การบอกให้รู้ล่วงหน้าในระยะสั้นๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นในฤดูกาลนั้น ๆ (Seasonal profile) ซึ่งการเตือนการระบาดนี้จะได้จากประสบการณ์หรือในการเก็บข้อมูลในปีที่ผ่านมาโดยปกติแล้วการเตือนการระบาดของศัตรูพืชจะพิจารณาตามระยะของการเจริญเติบโตของพืชซึ่งศัตรูแต่ละชนิดมักจะเลือกเข้าทำลายตามช่วงที่มันชอบ ยกเว้นศัตรูพืชบางชนิดจะทำลายได้ตลอดฤดูการเพาะปลูก นอกจากนี้การติดตามสถานการณ์ระยะต่าง ๆ ของการ เจริญเติบโตของพืช การสำรวจเป็นประจำจะทำให้รู้ปัญหาและหาทางป้องกันการแพร่ระบาดศัตรูพืชได้ ตัวอย่างจากรายงานสถานการณ์ศัตรูข้าวของกองวิจัยและพัฒนาข้าว (2558) ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 5 สิงหาคม 2558 ในภาคเหนือเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยที่นับได้จากกับดักแสงไฟมีปริมาณลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เพลี้ยกระโดดหลังขาวมีปริมาณสูงขึ้นเล็กน้อย สภาพอากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยา สัปดาห์นี้มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ มีฝนหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. สภาพอากาศของสัปดาห์นี้เหมาะสมกับการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ และจากรายงานสถานการณ์การระบาดของศัตรูข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร พบการระบาดของโรคไหม้ในเขต อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน อ.ป่าแดด จ.เชียงราย และ อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ จึงควรสำรวจและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ในแปลงนา โดยเฉพาะในแปลงที่ปลูกข้าวแน่น และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง 9.5 การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน (Rice pest management) การใช้วิธีการใดๆ วิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีที่ค่อนข้างปลอดภัยกับผู้ใช้ ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมในการลดประชากรของข้าวและควบคุมอยู่ในระดับหนึ่งซึ่งอาจเลยระดับเศรษฐกิจไปบ้าง แต่ไม่ถึงระดับเสียหายทางเศรษฐกิจ เพื่อปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติของศัตรูข้าวมีบทบาทในการควบคุมซึ่งเน้นการปฏิบัติเพื่อรักษาสมดุลของสิ่งที่มีชีวิตหรือลูกโซ่ของอาหารในระบบนิเวศวิทยาของพืชที่ปลูกนั้นเป็นสำคัญ (พิสุทธิ์, 2550) ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2554) ได้ระบุแผนการไว้ 4 รูปแบบคือ 1) ปลูกพืชและดูแลให้แข็งแรงสมบูรณ์ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี ปราศจากเมล็ดวัชพืชปะปน, ต้านทานโรค-แมลง เตรียมดินและกัดวัชพืชอย่างถูกต้อง ใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดดินและพันธุ์ข้าวและควบคุมระดับนํ้าประมาณ 15 เซนติเมตร 2) ลงสำรวจตรวจแปลงนาทุกอาทิตย์โดยสำรวจตรวจตราอย่างใกล้ชิดว่าสภาพของข้าวเป็นอย่างไร ระดับนํ้า ปุ๋ย เพียงพอเหมาะสมแล้วหรือยัง ปริมาณสัดส่วนของศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติ สภาพดินฟ้าอากาศ 3) อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ศัตรูธรรมชาติของศัตรูข้าว ได้แก่ แมงมุม แมลงปอ มวนดูดไข่ จิงโจ้นํ้า แตนเบียน เชื้อจุลินทรีย์ และสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายหลายชนิด มีอยู่อย่างเพียงพอที่จะควบคุมศัตรูข้าว สมดุลของธรรมชาตินี้จะถูกทำลายลงหากเกษตรกรใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะสารในกลุ่มไพรีทรอยด์และออกาโนฟอสเฟต ซึ่งมีพิษกว้างขวางในการทำ ลายสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดในนาข้าว 4) ให้เกษตรกรเป็นผู้จัดการที่ดีคือเมื่อเกษตรกรสามารถวิเคราะห์สภาพนิเวศน์วิทยาในนาข้าวและมีการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ต้นทุนการผลิตลดลง ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเนื่องจากสารเคมี และประกอบการเกษตรกรรมที่ยั่งยืนในที่สุด สำหรับการจัดการศัตรูพืชโดยลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าวได้แก่ Beauveria bassiana Trichoderma harzianum และ Bacillus megaterium เป็นต้น (จิระเดช, 2553; Kanjanamaneesathian et al., 2007) ส่วนพืชสมุนไพรที่พบว่าให้ผลดีในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูข้าว ได้แก่ บอระเพ็ด สะเดา หางไหล ยาสูบ และกระเทียม เป็นต้น (ชาตรี 2551; ชนสิรินและเสาวนีย์ 2551; ศานิต สวัสดิกาญจน์, 2555) การเพิ่มประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์และสารสกัดจากสมุนไพรในการกำจัดศัตรูข้าวสามารถทำได้โดยการใช้ชีวภัณฑ์จุลิทนทรีย์ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูข้าว และการใช้สารสกัดพืชที่ได้จากขบวนการหมัก ตัวอย่างเช่น การ ใช้เชื้อรา Aspergillus niger GH 1 หมักวัสดุพืช Flourensia cernua ทำให้สารสกัดมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรคพืชที่สำคัญคือ Penicillium expansum และ Fusarium oxysporum ได้สูงกว่าสารสกัดที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก (Le?n et al., 2012) ส่วนปัณณวิชญ์ และวาริน (2556) ใช้เชื้อรา Trichoderma viride และ Rhizopus oligosporus ในการหมักสกัดสารจากกระเทียมและว่านน้ำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมโรคไหม้และใบจุดสีน้ำตาลของข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการการจัดการศัตรูข้าวเป็นวิธีการที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดศัตรูพืชได้และควรนำมาปฏิบัติ Singleton et al. (2005) ใช้วิธีการผสมผสานโดยใช้กับดักในการจัดการหนูศัตรูข้าวในประเทศอินโดนีเซีย ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมี และเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี ส่วนอัญชลี และชวลิต (2551) จัดการวัชพืชแบบผสมผสานโดยการไถพรวนและการควบคุมระดับน้ำช่วยลดประชากรข้าววัชพืชได้เป็นอย่างดี และการใช้น้ำสกัดจากหน่อกล้วยที่หมักด้วยเชื้อรา R. oligosporus ฉีดพ่นหลังจากทำการล้มตอซังข้าวและควบคุมระดับน้ำให้สูง 10-15 เซนติเมตร สามารถควบคุมข้าววัชพืชได้เป็นอย่างดี (ปัณณวิชญ์ และคณะ 2556) นอกจากนี้การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสานในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช เริ่มตั้งแต่ฤดูนาปี พ.ศ.2554 ถึงฤดูนาปี พ.ศ.2556 ผลการทดลองพบว่าแปลงการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสานมีจำนวนศัตรูธรรมชาติมากกว่าแปลงตามการปฏิบัติของเกษตรกร ซึ่งแปลงตามการปฏิบัติของเกษตรกรพบการระบาดของศัตรูข้าว ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่นสีเขียว หนอนห่อใบข้าว เพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก เพลี้ยกระโดดหลังขาว แมลงสิง หนู หอยเชอรี่ โรคไหม้ โรคใบจุดสีน้าตาล หญ้าดอกขาว หนวดปลาดุกหญ้าข้าวนก และกกทราย แปลงการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสานสามารถลดต้นทุนการผลิตได้เท่ากับ 38-628 บาทต่อไร่ และให้ผลตอบแทนสุทธิมากกว่า 397-6,642 บาทต่อไร่ (ชนสิริน และคณะ, 2557)
ทฤษฎี สมมุติฐาน กรอบแนวความคิด :การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวแบบบูรณาการเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าวในครั้งนี้ใช้วิธีการใหม่ ๆ ที่ได้รับการยอมรับจากชุมชนและนักวิชาการ ซึ่งบางวิธีการได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในห้องปฏิบัติการและแปลงปลูกจากโครงการเรื่อง “บูรณาการการผลิตข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตโดยใช้จุลินทรีย์และสารสกัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง” (ปัณณวิชญ์และคณะ, 2556) และในการวิจัยครั้งนี้จะทำการศึกษาสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของข้าวและการแพร่ระบาดของศัตรูข้าวเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและจัดการ ศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงนำไปสู่ความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวแบบบูรณาการในครั้งนี้
วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล :13.1 การปลูกข้าวและการจัดการศัตรูพืชของเกษตรกรในพื้น เก็บรวบรวมวิธีการปลูกและการจัดการศัตรูข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ จ. นครสวรรค์ และ จ. สิงห์บุรี โดยลงพื้นที่เพื่อทำการสอบถามข้อมูล (แบบสอบถาม) องค์ความรู้ท้องถิ่นที่มีอยู่ ดั้งเดิมและรับเข้ามาใหม่ รวมทั้งต้นทุนกำไร ปัญหาและอุปสรรค์ ตลอดจนข้อมูลในครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าว ก่อนน้ำข้อมูลดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์ผลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ในการวางแผนการทดลองการผลิตข้าวแบบบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 13.2 สภาพดิน สภาพอากาศ และปริมาณศัตรูพืชในพื้นที่ 13.2.1 สภาพดิน : เก็บตัวอย่างดินไปทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร เช่น ไนโตเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซี่ยม (Ca) กำมะถัน (S) อินทรียวัตถุ (OM) และความเป็นกรดเป็นด่างของดินก่อนทำการทดลองเพื่อใช้ในการวางแผนการให้ปุ๋ยแก่ข้าวได้อย่างถูกต้อง และหลังจากทำการทดลองเสร็จสิ้นทำการตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารอีกครั้งเพื่อใช้เป็นข้อเปรียบเทียบในการใช้กรรมวิธีแบบบูรณาการต่าง ๆ ที่ส่งผลถึงคุณภาพของดินปลูกภายหลังการทำการทดลอง 13.2.2 สภาพอากาศ : ศึกษาข้อมูลสภาพอากาศในพื้นที่ในปีที่ผ่านมาจากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาและสอบถามจากชุมชนในพื้นที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตข้าว และการแพร่ระบาดของศัตรูข้าว เพื่อใช้ในการวางแผนการปลูกข้าวได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ทำการเก็บข้อมูลสภาพอากาศในระหว่างทำการทดลองโดยใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ปลูกทุกๆ สัปดาห์ 13.2.3 ปริมาณศัตรูพืช : ทำการสุ่มตรวจนับประชากรของศัตรูข้าวทุก 14 วัน ดังนี้ 1) สุ่มสำรวจตรวจนับประชากรของแมลงศัตรูข้าวได้แก่ เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้กล้า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว แมลงบั่ว หนอนกอ หนอนม้วนใบ แมลงสิง และหนอนกระทู้คอรวง และศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แตนเบียน แมลงปอ มวนเขียวดูดไข่ ด้วงกันกระดก แมลงมุม ฯลฯ โดยสุ่ม หลังหว่านข้าวแล้ว 25 วัน จนถึงระยะข้าวออกรวง มีวิธีการ 2 วิธี คือโดยปักไม้แต่ละจุด แต่ละจุดห่างกันประมาณ 10 ก้าว ในแนวทแยงมุมของแปลง บันทึกจำนวนแมลงต่อกอข้าว และสุ่มนับโดยใช้สวิงโฉบตามแนวเส้นทางเดินแบบทแยงมุมของแปลงนา แปลงละ 20 จุดๆ 1 โฉบ หมายถึง ใช้สวิงโฉบไปและกลับ แต่ละจุดห่างกัน 10 ก้าว แต่ละแปลงใช้ จำนวน 2 ซ้ำ 2) สุ่มสำรวจโรคข้าวที่สำคัญ ได้แก่ โรคไหม้ โรคถอดฝักดาบ โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคดอกกระถิน โรคกาบใบแห้ง โรคขอบใบแห้ง โรคเน่าคอรวง โรคเมล็ดด่าง สุ่มสำรวจในแปลงนาทุก 7 วัน จนถึงระยะข้าวออกรวง โดยสุ่มตามแนวเส้นทางเดิน 2 ด้าน และกลางแปลงนา แต่ละด้าน 20 จุด โดยปักไม้แต่ละจุด (1 จุด ขนาดพื้นที่ 25 x 25 ซม.) แต่ละจุดห่างกันประมาณ 10 ก้าว บันทึกการทำลายของโรคข้าว โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์พื้นที่ต้นที่ถูกทำลาย (% incidence) และหาเปอร์เซ็นต์ความรุนแรงของโรคต่อพื้นที่ปลูกที่ถูกทำลาย (% severity) 3) สุ่มสำรวจสัตว์ศัตรูข้าวที่สำคัญ ได้แก่ หอยเชอรี่ และหนูนา ทำการป้องกันหอยเชอรี่โดยใช้เฝือกหรือตาข่ายถี่กั้นทางน้ำเข้าออกแปลงนา เก็บตัวหอยและกลุ่มไข่นาไปทำลายทุกสัปดาห์ หลังปล่อยน้ำเข้าแปลงนา หากพบปริมาณมากใช้กากชาหว่านหรือสารเคมีสังเคราะห์กำจัดตามคำแนะนำ สำหรับหนูทำการกำจัดวัชพืชบริเวณแปลงปลูก และพื้นที่ใกล้เคียง ใช้กับดัก และขุดรูหนู เพื่อทำลาย หากมีจำนวนประชากรหนูหนาแน่น ใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดตามคำแนะนำ หรือใช้กับดักร่วมกับเหยื่อพิษ บันทึกเปอร์เซ็นต์การทำลายของสัตว์ศัตรูข้าว 4) สุ่มสำรวจชนิดและความหนาแน่นของวัชพืชที่สำคัญ ได้แก่ หญ้าข้าวนก ขาเขียด หญ้านกสีชมพู กกขนาก หญ้าแดง กกทราย หญ้าดอกขาว หนวดปลาดุก ผักปอดนา ผักแว่น และข้าววัชพืช ที่ระยะข้าวแตกกอและระยะสร้างช่อดอก จำนวน 10 จุด จำนวน 2 ซ้ำ ชั่งน้ำหนักสด (สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว, 2552) 13.3 วางแผนการทดลองและเตรียมพื้นที่ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 การทดลอง การทดลองที่ 1 เป็นการศึกษาผลของวิธีการเตรียมแปลงปลูกและการควบคุมวัชพืช ต่อความหน้าแน่นของวัชพืชแต่ละชนิดและการเจริญเติบโตของข้าวในระยะกล้า การทดลองที่ 2 เป็นการศึกษาผลของวิธีการใส่ปุ๋ยและการควบคุมระดับน้ำต่อความหน้าแน่นของวัชพืชแต่ละชนิดและการเจริญเติบโตของข้าวในระยะแตกกอ และการทดลองที่ 3 เป็นการศึกษาผลของวิธีการควบคุมแมลงศัตรูและโรคข้าวต่อจำนวนประชากรแมลงศัตรูแต่ละชนิด การเกิดโรคแต่ละชนิด และการเจริญเติบโตของข้าว ทุกกรรมวิธีทำการสำรวจและกำจัดสัตว์ศัตรูข้าวดังในข้อ 13.2.3 สำหรับการเตรียมพื้นที่ในแต่ละการทดลองโดยใช้รถไถทำคันดินขนาดกว้างและสูงเป็น 50 และ 30 เซนติเมตร ตามลำดับ กั้นรอบแปลง ขุดดินที่ฐานคันดิน แล้วปูพลาสติกคลุมคันดิน ฝังชายพลาสติกลึกในดิน 30 เซนติเมตร กลบดินทับ เพื่อป้องกันการซึมน้ำเข้าหรือสูญเสียน้ำไปยังแปลงทดลองข้างเคียง โดยแบ่งเป็นแปลงย่อย ขนาด 400 ตารางเมตร จำนวน 12 แปลง ทำการปลูกข้าว กข49 โดยวิธีการปักดำ ระยะ 25 ? 25 เซนติเมตร 13.3.1 การทดลองที่ 1 ผลของวิธีการเตรียมแปลงปลูกและการควบคุมวัชพืช วางแผนการทดลองแบบ 2 x 2 Factorial in RCBD จำนวน 3 ซ้ำ ปัจจัยที่ 1 (A) เป็นการเตรียมแปลงปลูก 2 วิธีการ คือ 1) ไถกลบตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวแล้วใช้โรตารี่ตีฟางทันที และ 2) การหมักย่อยสลายตอซังข้าวด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ แล้วใช้โรตารี่ตีฟาง ปัจจัยที่ 2 (B) เป็นการควบคุมวัชพืช 2 วิธีการ คือ 1) หว่านแหนแดงหลังปักดำ อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ และ 2) หว่านยาคุมฆ่าหญ้าดาราท๊อก (2,4-ดี ไอโซบิวทิลเอสเตอร์+บิวทาคลอร์) อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ สุ่มสำรวจชนิดและความหนาแน่นของวัชพืชที่สำคัญ ทุกๆ 14 วัน ดังในข้อ 13.2.3 และทำการสุ่มตรวจวัดความสูงของต้นข้าว ดังในข้อ 13.5.6 และหากพบว่ามีวัชพืชหลงเหลือจะใช้วิธีการตัดต้นหญ้าทำลายตามร่องนาดำ 1.3.3.2 การทดลองที่ 2 ผลของวิธีการใส่ปุ๋ยและการควบคุมระดับน้ำ วางแผนการทดลองแบบ 2 x 2 Factorial in RCBD จำนวน 3 ซ้ำ ปัจจัยที่ 1 (A) เป็นการใส่ปุ๋ย 2 วิธีการ คือ 1) ใส่ปุ๋ยมูลวัวอัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ หลังทำการปักดำ ร่วมกับใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ หลังข้าวแตกกอ และ 2) ใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หลังทำการปักดำ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ หลังข้าวแตกกอ ปัจจัยที่ 2 (B) เป็นการควบคุมระดับน้ำ 2 วิธีการ คือ 1) ควบคุมระดับน้ำแบบเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว และ2) ควบคุมระดับน้ำประมาณ 10-15 เซนติเมตร ตลอดระยะการปลูก ทุกกรรมวิธีใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-21 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ ในระยะกำเนิดช่อดอก สุ่มสำรวจชนิดและความหนาแน่นของวัชพืช ทุกๆ 14 วัน ดังในข้อ 13.2.3 ทำการสุ่มตรวจวัดความสูงและ จำนวนต้นต่อกอ หาเปอร์เซ็นต์ของเมล็ดดี และหาน้ำหนักเฉลี่ยผลผลิตต่อรวงและต่อพื้นที่ ดังในข้อ 13.5.6 1.3.3.3 การทดลองที่ 3 ผลของวิธีการควบคุมแมลงศัตรูและโรคข้าว วางแผนการทดลองแบบ 2x2 Factorial in RCBD จำนวน 3 ซ้ำ ปัจจัยที่ 1 (A) เป็นการควบคุมแมลงศัตรู ด้วย 2 วิธีการ 1) ควบคุมแมลงศัตรูโดยวิธีทางชีวภาพ 2) ควบคุมแมลงศัตรูโดยใช้สารเคมี ปัจจัยที่ 2 (B) เป็นการควบคุม 2 วิธีการ 1) ควบคุมโรคข้าวโดยวิธีทางชีวภาพ 2) ควบคุมโรคข้าวโดยสารเคมีสังเคราะห์ การใช้วิธีทางชีวภาพตามแมลงศัตรูและโรคข้าวที่ตรวจพบในระดับเศรษฐกิจที่กรมวิชาการกำหนด ซึ่งหากพบเพลี้ยจะใช้ราขาว Beauveria bassiana หากพบหนอนแมลงจะใช้แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis หากพบมวนและด้วงจะใช้ Metarhizium anisopliae หากพบโรคถอดฝักดาบ โรคเมล็ดด่าง โรคกาบใบแห้ง จะใช้ Trichoderma harzianum ร่วมกับน้ำหมักสมุนไพร หากพบโรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคเน่าคอรวง โรคขอบใบแห้งจะใช้ Bacillus subtillis ร่วมกับน้ำหมักสมุนไพร การใช้สารเคมีตามแมลงศัตรูและโรคข้าวที่ตรวจพบในระดับเศรษฐกิจที่กรมวิชาการกำหนด ซึ่งหากพบเพลี้ยไฟจะใช้อะบาเม็กติน หากพบเพลี้ยกระโดดจะใช้อีโทเฟนพรอกซ์ หากพบเพลี้ยจักจั่นจะใช้คาร์โบซัลแฟน หากพบหนอนกอ หนอนม้วนใบ แมลงสิง บั่ว จะใช้คลอร์ไพริฟอส หากพบโรคถอดฝักดาบ โรคใบจุดสีน้ำตาล จะใช้คาร์เบนดาซิม หากพบโรคไหม้ โรคเน่าคอรวง จะใช้ไตรไซคลาโซล หากพบโรคกาบใบแห้ง โรคเมล็ดด่าง จะใช้ไดฟีโนโคลนาโซล+โพรพิโคนาโซล (อามูเร่) และหากพบโรคขอบใบจะใช้เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ (แคงเกอร์เอ็กซ์) ทำการสุ่มสำรวจตรวจนับจำนวนแมลงและโรคข้าวแต่ละชนิด ทุกๆ 14 วัน ดังในข้อ 13.2.3 หาเปอร์เซ็นต์ของเมล็ดที่เป็นโรค ดังในข้อ 13.5.6 13.4 เตรียมจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ น้ำหมักสมุนไพร และน้ำหมักย่อยสลาย 13.4.1 เตรียมจุลินทรีย์ : เชื้อปฏิปักษ์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูข้าว ได้แก่ Metarhizium anisopliae Beauveria bassiana และ Bacillus thuringiensis ส่วนเชื้อปฏิปักษ์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคข้าว ได้แก่ Trichoderma harzianum และ Bacillus subtillis (ได้รับความอณุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) และจุลินทรีย์ย่อยสลาย Trichoderma sp. เป็นจุลินทรีย์สายพันธุ์ท้องถิ่นที่แยกได้ในจังหวัดนครสวรรค์ ทำการผลิตในรูปแบบผงเชื้อ (powder) โดยเลี้ยงจุลินทรีย์ในอาหารเหลว (Potato Dextrose Broth; PDB และ Nutrient Glucose Broth; NGB) เป็นเวลา 5-10 วัน ที่อุณหภูมิห้อง ปั่นเชื้อด้วยเครื่องปั่น (blender) ปรับความเข้มข้นของเชื้อเท่ากับ 1.0 x 108 สปอร์หรือเซลล์ต่อมิลลิลิตร นำสารแขวนลอยเชื้อปริมาณ 15 มิลลิลิตร หยดลงในขวดแก้วที่บรรจุสารพาผงทัลคั่ม (Talc powder) จำนวน 30 กรัม และสารเหนียว (Carboxyl methyl cellulose; CMC) จำนวน 0.45 กรัม แล้วผึ่งให้แห้งในตู้เขี่ยเชื้อและปิดฝาขวดเก็บไว้ใช้ทำการทดลอง (Bhat et al. 2009) สำหรับการขยายเชื้อจุลินทรีย์ ทำการเลี้ยงเชื้อรา Metarhizium anisopliae Beauveria bassiana และ Trichoderma harzianum ในข้าวเสาไห้โดยเติมผงเชื้อลงในถุงข้าวสุกจำนวน 300 กรัม เจาะถุงให้อากาศเข้าได้ด้วยเข็มหมุด จำนวน 25 ครั้ง บ่มในที่ร่มเป็นเวลา 7 วัน ล้างเชื้อด้วยน้ำสะอาด ในอัตราเชื้อ 4 ถุง ต่อน้ำ 1 ลิตร ทำการเลี้ยงเชื้อ Bacillus subtillis ในน้ำนมวัว ในอัตราเชื้อ 1 ช้อนชา ต่อน้ำนมวัว 1 กล่อง บ่มเชื้อไว้เป็นเวลา 2 วัน 13.4.2 เตรียมน้ำหมักสมุนไพร : สมุนไพรควบคุมแมลงศัตรูข้าว ได้แก่ หางไหล สะเดา ยาสูบ และบอระเพ็ด ส่วนสมุนไพรควบคุมโรคข้าว ได้แก่ กระเทียม ว่านน้ำ ขมิ้น และผกากรอง ทำน้ำหมักสมุนไพรโดยละลายกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม กับน้ำ 40 ลิตร จากนั้นเติมเชื้อราย่อยสลาย Trichoderma sp. จำนวน 20 กรัม นำสมุนไพรดังกล่าว บดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ รวม 50 กิโลกรัม ใส่ลงในสารละลาย แล้วเติมน้ำให้ท่วมวัสดุหมัก แต่ต้องต่ำกว่าขอบปากถังลงมาอย่างน้อย 20 เซนติเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน และหมักไว้เป็นเวลา 7 วัน จึงกรองหรือคั้นน้ำนำไปใช้ (ดัดแปลงจากปัณณวิชญ์, 2556) 13.4.3 เตรียมน้ำหมักย่อยสลายตอซังข้าว : ละลายกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม กับน้ำจำนวน 50 ลิตร ใส่หน่อกล้วยที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ รวม 50 กิโลกรัม จากนั้นเติมเชื้อราย่อยสลาย Trichoderma sp. จำนวน 20 กรัม แล้วเติมน้ำให้ท่วมวัสดุหมัก คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน หมักเป็นเวลา 7 วัน จึงกรองน้ำสกัดไปใช้ (ดัดแปลงจากปัณณวิชญ์, 2556) 13.5 การประเมินผล 13.5.1 ด้านการเจริญเติบโตของข้าว ประกอบด้วย หลังจากข้าวแตกกอทำการจดบันทึกอัตราการเจริญเติบโตด้านความสูงและจำนวนต้นต่อกอเปรียบเทียบกันในแต่ละกรรมวิธี 13.5.2 ด้านปริมาณผลผลิต ประกอบด้วย 1) ทำการหาน้ำหนักเฉลี่ยต่อรวงโดยทำการสุ่มสำรวจ จำนวน 10 กอ ในแนวเส้นทแยงมุม จำนวน 2 ซ้ำ (2 แนวทแยง) และต่อพื้นที่ แล้วทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบในแต่ละกรรมวิธี 2) ทำการหาน้ำหนักเฉลี่ยผลผลิตต่อพื้นที่และคำนวณผลเป็นต่อไร่ แล้วทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบในแต่ละกรรมวิธี 13.5.3 ด้านคุณภาพผลผลิต ทำการหาเปอร์เซ็นต์ของเมล็ดดี เมล็ดลีบ และเมล็ดที่เป็นโรค แล้วทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบในแต่ละกรรมวิธี 13.5.4 ด้านการระบาดของศัตรูข้าว 1) ทำการสุ่มสำรวจชนิดและความหนาแน่นของวัชพืชหลังข้าวแตกกอ จำนวนต้นต่อตารางเมตร จำนวน 10 จุด ในแนวเส้นทแยงมุม จำนวน 2 ซ้ำ (2 แนวทแยง) แล้วทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบในแต่ละกรรมวิธี 2) ทำการสุ่มสำรวจชนิดและความหนาแน่นของวัชพืชหลังข้าวแตกกอ จำนวนต้นต่อตารางเมตร จำนวน 10 จุด ในแนวเส้นทแยงมุม จำนวน 2 ซ้ำ (2 แนวทแยง) ในระยะสร้างช่อดอก แล้วทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบในแต่ละกรรมวิธี 3) ตรวจนับประชากรของแมลงศัตรูข้าวและศัตรูธรรมชาติ หลังหว่านข้าวแล้ว 25 วัน และระยะข้าวตั้งท้อง โดยใช้สวิงโฉบตามแนวเส้นทางเดินแบบทแยงมุมของแปลงนาแปลงละ 20 จุด แต่ละจุดห่างกัน 10 ก้าว แต่ละแปลงใช้ จำนวน 2 ซ้ำ 4) สำรวจโรคข้าว หลังหว่านข้าวแล้ว 25 วัน และระยะข้าวออกรวง โดยสุ่มตามแนวเส้นทางเดิน 2 ด้าน และกลางแปลงนา แต่ละด้าน 20 จุด โดยปักไม้แต่ละจุด (1 จุด ขนาดพื้นที่ 25 x 25 ซม.) แต่ละจุดห่างกันประมาณ 10 ก้าว บันทึกการทำลายของโรคข้าวเป็นเปอร์เซ็นต์พื้นที่ที่ถูกทำลาย (% incidence) และเปอร์เซ็นต์ความรุนแรงของโรค (% severity) เป็นจำนวนแผลต่อกอและขนาดแผล แล้วนำข้อมูลในแต่ละด้านทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบในแต่ละกรรมวิธี 13.5.5 ด้านต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตข้าว บันทึกค่าใช้จ่ายทั้งหมดและรายได้ในแต่ละกรรมวิธี คำนวณต้นทุนกำไรในแต่ละวิธีการทดลอง เพื่อวิเคราะห์หาวิธีการบูรณาการที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด เพื่อถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรต่อไป
คำอธิบายโครงการวิจัย (อย่างย่อ) :-
จำนวนเข้าชมโครงการ :684 ครั้ง
รายชื่อนักวิจัยในโครงการ
ชื่อนักวิจัยประเภทนักวิจัยบทบาทหน้าที่นักวิจัยสัดส่วนปริมาณงาน(%)
นายปัณณวิชญ์ เย็นจิตต์ บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยหัวหน้าโครงการวิจัย60
-ธิดา เดชฮวบ บุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัยผู้ร่วมวิจัย20
รองศาสตราจารย์วาริน อินทนา บุคลากรภายนอกมหาวิทยาลัยผู้ร่วมวิจัย20

กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด