รายละเอียดโครงการวิจัย
กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด

รหัสโครงการ :R000000292
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) :แนวทางการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบมาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่เชิงพาณิชย์ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จังหวัดนครสวรรค์ แบบใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้
ชื่อโครงการ (ภาษาอังกฤษ) :A Guideline for Bringing the Knowledge of Design for Local Wisdom to be Commercial Products of Ban Mon Pottery, Nakhon Sawan Province, Using Community - Based Learning
คำสำคัญของโครงการ(Keyword) :องค์ความรู้ การออกแบบ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เครื่องปั้นดินเผา ชุมชนเป็นฐานเรียนรู้
หน่วยงานเจ้าของโครงการ :สถาบันวิจัยและพัฒนา > กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย
ลักษณะโครงการวิจัย :โครงการวิจัยเดี่ยว
ลักษณะย่อยโครงการวิจัย :ไม่อยู่ภายใต้แผนงานวิจัย/ชุดโครงการวิจัย
ประเภทโครงการ :โครงการวิจัยใหม่
สถานะของโครงการ :propersal
งบประมาณที่เสนอขอ :81000
งบประมาณทั้งโครงการ :81,000.00 บาท
วันเริ่มต้นโครงการ :01 พฤษภาคม 2560
วันสิ้นสุดโครงการ :30 เมษายน 2561
ประเภทของโครงการ :งานสร้างสรรค์(ออกแบบ)
กลุ่มสาขาวิชาการ :สังคมศาสตร์
สาขาวิชาการ :สาขาสังคมวิทยา
กลุ่มวิชาการ :ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ลักษณะโครงการวิจัย :ระดับชาติ
สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ : สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์
สร้างความร่วมมือประหว่างประเทศ GMS : ไม่สร้างความร่วมมือทางการวิจัยระหว่างประเทศ
นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา :นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาณภาพการศึกษา
เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต : เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต
ความสำคัญและที่มาของปัญหา :การออกแบบ เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจำเป็นต้องอาศัยแนวคิดต่าง ๆ เพื่อสร้างคุณค่า และมูลค่าสู่ผู้บริโภค ต้องพึ่งพาและพัฒนาร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รากหญ้าของภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบต่าง ๆ รวมไปถึงคุณภาพชีวิตและแรงงานชุมชนระดับรากหญ้า นักออกแบบ นักธุรกิจ ผู้ลงทุนและนักการตลาด ไม่เอารัดเอาเปรียบ มีความรับผิดชอบต่อชุมชน ไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอันจะนำไปสู่การสูญสิ้น อัตลักษณ์หรือคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรม ให้ชุมชนมีส่วนร่วมและมองภาพรวมของเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน (อรัญ วานิชกร,2559:35) การจะทำงาน ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางภูมิปัญญาท้องถิ่น นักออกแบบควรที่จะศึกษา ประวัติความเป็นมาความสำคัญ ตลอดจนรูปแบบของผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม การเก็บข้อมูลด้วยการร่างภาพ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง จะทำให้เกิดประสบการณ์จากทักษะการมองเห็น เกิดความคุ้นเคยกับเส้นสาย รูปทรง ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น คือ สุนทรียภาพ เมื่อเกิดการซาบซึ้งในภูมิปัญญาท้องถิ่น จะก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึกเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเดิม ช่วยให้เกิดการพัฒนารูปแบบที่คงไว้ ซึ่งเอกลักษณ์และเรื่องราวอันทรงคุณค่าของภูมิปัญญา (อรัญ วานิชกร, 2559 :7) หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ OTOP เป็นคำย่อที่มาจาก One Tambon One Product ที่นำรูปแบบแนวคิดมาจากประเทศญี่ปุ่นในโครงการ OVOP หรือ OneVillage One Product ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลเพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือในด้านความรู้สมัยใหม่และการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้าเครือข่ายและอินเตอร์เน็ต เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น สร้างชุมชนเข็มแข็ง พึ่งตนเองได้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ด้วยการนำทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นและมีมูลค่าเพิ่ม เป็นที่ต้องการ ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จึงเป็นโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (กรมพัฒนาชุมชน, 2556 : ออนไลน์) จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างหรือภาคกลางตอนบนของประเทศไทย คาบเกี่ยวระหว่างภาคเหนือกับภาคกลาง ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศเหนือโดยทางรถยนต์เป็นระยะทาง 237 กิโลเมตร ทางรถไฟเป็นระยะทาง 250 กิโลเมตร จังหวัดนครสวรรค์มีพื้นที่ประมาณ 9,594.677 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,998,548 ไร่ แบ่งเขตการปกครองเป็น 15 อำเภอ คือ อ.เมืองฯ อ.เก้าเลี้ยว อ.โกรกพระ อ.ชุมแสง อ.ตากฟ้า อ.ตาคลี อ.ท่าตะโก อ.บรรพตพิสัย อ.พยุหะคีรี อ.ไพศาลี อ.ลาดยาว อ.หนองบัว อ.แม่วงก์ อ.แม่เปิน อ.ชุมตาบง เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย นครสวรรค์เป็นจังหวัดขนาดกลาง รูปร่างของจังหวัด มีลักษณะเป็นแนวยาวขวาง ในแนวทิศตะวันตก ทิศตะวันออกรูปร่างคล้ายๆ ผีเสื้อกลางปีก ในอำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์มีหมู่บ้านหนึ่งซึ่งชาวบ้านได้ทำการประกอบอาชีพเครื่องปั้นดินเผา สืบเนื่องกันมาเป็นเวลานาน จนถึงปัจจุบัน อาชีพเครื่องปั้นดินเผาก็ยังปรากฏให้เห็น ในหมู่บ้านและเป็นอาชีพหลัก ซึ่งแตกต่างกับหมู่บ้านอื่นในตำบล ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนา ทำสวนหรือทำไร่ หมู่บ้านที่กล่าวมานี้ คือ หมู่บ้านมอญ อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ ชาวไทยเชื้อสายมอญ มีการสืบทอดภูมิปัญญาการสร้างเครื่องปั้นดินเผา มาจากบรรพบุรุษชาวมอญ ได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนสมัยโบราณที่มีชื่อเสียงมานาน ในปัจจุบันชาวมอญยังคงยึดอาชีพในการทำเครื่องปั้นดินเผา หลายครอบครัว โดยมีการประยุกต์รูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและมีการพัฒนาสีสัน ลวดลายให้สวยงามและยังคงรักษาธรรมเนียมปฏิบัติตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของช่างปั้น ซึ่งมีอิทธิพลต่อผลงานและจิตใจของผู้ปั้น เช่น การบวงสรวงแม่ย่านาง เป็นประจำทุกปี ฯลฯ บ้านมอญ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 15 กิโลเมตร บ้านมอญตั้งชื่อหมู่บ้าน ตามความเป็นมาในอดีต มีชาวมอญ 4 ครอบครัว ได้อพยพมาจากอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาพบแหล่งดินเหนียวบริเวณตำบลบ้านแก่ง ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมในการปั้นโอ่งมาก เนื่องจากชาวมอญที่อพยพมามีความสามารถในการปั้นโอ่ง จึ่งได้ตั้งบ้านเรือนโดยยึดการปั้นโอ่งเป็นอาชีพและพัฒนามาเป็นเครื่องปั้นดินเผารูปแบบต่างๆจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านมอญได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพเครื่องปั้นดินเผาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2547 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกที่ประกอบอาชีพหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาได้รับการพัฒนาฝีมือ คุณภาพตลอดจนรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ศูนย์กลางการตลาด การผลิตและจำหน่าย เพื่อให้เกิดแหล่งเงินทุนในการผลิต ตามนโยบายเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง เพื่อเป็นการควบคุมราคาสินค้าให้ได้มาตรฐาน ยุติธรรมต่อผู้บริโภค เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญที่เป็นมรดกตกทอดของชุมชนชาวบ้านมอญมาช้านาน โดยเฉพาะทรัพยากรดิน ซึ่งมีความเหนียวมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการนำมาทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ เป็นที่ยอมรับและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยภูมิปัญญาที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ได้ให้การสนับสนุนจัดงบประมาณในการจัดทำศูนย์ การเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย อาคารพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ศูนย์สาธิตการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบครบวงจร สมดังตามคำกล่าวที่ว่า รังสรรค์ปั้นมือ เลื่องลืองานศิลป์ สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน (สำนักงานพาณิชจังหวัดนครสวรรค์:3-6) ดั้งนั้น จึงเห็นความสำคัญและศักยภาพของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีหลายมิติทั้งทางด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญา การผลิต ศูนย์การเรียนรู้ แหล่งจำหน่าย และการพัฒนารูปแบบสินค้า ให้มีคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อยู่เสมอและยังได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดอย่างต่อเนื่อง การรวบรวมองค์ความรู้ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาสู่เชิงพาณิชย์ โดยใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคแสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนและท้องถิ่น โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเรียนรู้โดยให้ผู้ผลิต พัฒนาชุมชน นักนักออกแบบ โรงเรียน มหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มาร่วมกันระดมความคิดเห็นในการหาแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์และสามารถเรียนรู้และนำไปผลิตสูเชิงพาณิชย์ต่อไป
จุดเด่นของโครงการ :เป็นการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ การเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์โดยใช้องค์ความรู้และศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อให้มีความเป็นเอกลักษณ์
วัตถุประสงค์ของโครงการ : 1. เพื่อการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบมาต่อยอดผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาสู่เชิงพาณิชย์ 2. เพื่อทำต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น 3. เพื่อถ่ายทอดการเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา โดยแบบใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้
ขอบเขตของโครงการ :ขอบเขตงานวิจัยในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดภูมิปัญญาดั่งเดิมของผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญและศึกษาขั้นตอนกระบวนการผลิตเพื่อนำมาถอดบทเรียนเป็นชุดการเรียนรู้ กลุ่มผู้ผลิตและบุคคลที่สนใจ ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติ โดยใช้กระบวนศึกษาแบบชุมชนเป็นฐานเรียนรู้ (CBL) เป็นการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เสวนากลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การมองสภาพปัญหา กำหนดแนวทางการแก้ไข การวางแผน การทำตามแผนที่ตั้งไว้ การลงมือปฏิบัติ การประเมินผลและการปรับปรุงแก้ไขต่อไป ก็จะทำให้ชุมชนเข็มแข็งสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
ผลที่คาดว่าจะได้รับ :1. ได้แนวทางการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา แบบใช้ชุมชนเป็นฐานเรียนรู้ 2. ได้รูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาจากการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น 3. ได้ชุดการเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ 4. ได้บูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอนและการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ 5. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับนักเรียน นักศึกษา คนในชุมชนและบุคคล ที่สนใจ โดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง
การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ :ดวงฤทัย อรรคแสง (2552: 23) อธิบายว่า การถ่ายทอดความรู้ของภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ การบอกวิชาความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนใหญ่ จะถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เรียนวิชาการสอนมาจากสถาบันใดๆ และจะใช้สามัญสำนึกแบบสังคมประกิต คือ การเรียนการสอนที่เกิดจาการเลียนแบบและการจดจำสืบทอดกันมา ในครอบครัวและวิธีการถ่ายทอดมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 1) ใช้วิธีสาธิต คือ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อธิบาย ทุกขั้นตอนให้ผู้เรียนเข้าใจและผู้เรียนปฏิบัติตาม 2) ใช้วิธีการปฏิบัติจริง คือ ฟังคำบรรยาย อธิบาย การสาธิตแล้วนำไปปฏิบัติจริงและปฏิบัติซ้ำๆ กันจนเกิดเป็นความชำนาญเพราะผลงานที่จะใช้ดำรงชีวิตได้ต้องเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจริง สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ผลงานที่กล่าวอ้างไว้ในตำราเท่านั้น ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่นผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายที่รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้ ในท้องถิ่นส่วนมากจะเป็นคนในครอบครัว เป็นญาติโดยสายเลือด เนื่องจากความรู้บางอย่าง ผู้รู้ทั้งหลายมักหวงแหนและจะไม่แพร่งพรายให้คนอื่น ๆ รู้ วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจะแบ่งลักษณะ การถ่ายทอดออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น การสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง การจดจำสืบทอดกันมาและแบบเป็นลายลักษณ์อักษรในอดีตส่วนใหญ่ใช้จารึกในใบลานหรือสมุดข่อย หรือจากภาพวาดที่มีการบันทึกไว้ เพื่อผู้ที่สนใจศึกษาเล่าเรียนสืบต่อกันมาได้วิธีหนึ่ง ธงชัย พาบุ (2552) ศึกษาเรื่อง การจัดการความรู้ธุรกิจสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการความรู้ของธุรกิจ สุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ประสบผลสำเร็จ 2) วิเคราะห์ปัจจัยในการจัดการความรู้ที่ส่งผลให้สุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ประสบผลสำเร็จและ 3) สังเคราะห์และนำเสนอรูปแบบการจัดการความรู้ของธุรกิจสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผล การศึกษาพบว่า 1) สภาพการจัดการความรู้ของธุรกิจสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จ ในกระบวนการจัดการธุรกิจ เป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกที่มีเป้าหมายเดียวกัน มีความต้องการเหมือนกัน มิได้ดำเนินธุรกิจเพื่อหวังผลกำไรเหมือนการจัดการธุรกิจสมัยใหม่ แต่เป็นธุรกิจของชุมชน สร้างเอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์ภายใต้วัฒนธรรม ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชน ผสานกับความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีคุณภาพ สร้างความประทับใจแก่ลูกค้า การจัดการความรู้ในกระบวนการจัดการธุรกิจ จึงไม่ได้ ยึดหลักการแบบเดียวกับการจัดองค์การธุรกิจสมัยใหม่ การจัดการความรู้ของธุรกิจสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไม่ได้ดำเนินการอย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน เมื่อวิเคราะห์การจัดการความรู้ ในกระบวนธุรกิจตามกรอบการวิจัยแล้วสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการความรู้ในกระบวนธุรกิจแต่ละขั้นตอนไม่แตกต่างกัน ทุกขั้นตอนมีการดำเนินงานคล้ายกัน แต่ละกระบวนการมีการดำเนินงานแบบไม่เป็นเส้นตรง ไม่มีรูปแบบ ไม่มีลำดับขั้นตอน เนื่องจากความรู้ส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่เป็นความรู้โดยนัย (Tacit Knowledge) ที่ฝังอยู่ในตัวคนที่มีทักษะที่ได้รับการถ่ายทอด สั่งสม เรียนรู้มาจากคนในครอบครัวและเครือญาติ การถ่ายโอนความรู้ที่เป็นทักษะไปสู่ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) จึงมีอยู่น้อย ส่วนมากจะเป็นการทำซ้ำ (Reproduction) ฉะนั้น ขั้นตอนการจัดการความรู้อาจจะก้าวกระโดดและสามารถสรุปจัดกลุ่มการจัดการความรู้ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) การกำหนดความรู้ การสร้างความรู้ และการจัดการความรู้ ในกระบวนการความรู้มาจากวัฒนธรรมภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชน อาศัยกระบวนการทางสังคม กระบวนการกลุ่ม กระบวนการมีส่วนร่วม ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน กระบวนการ และกิจกรรมที่ใช้เดียวกัน มีความต้องการเหมือนกัน มีความรักสามัคคีมีความมุ่งมั่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ในการรักษาวัฒนธรรมภูมิปัญญาและพัฒนาความรู้สมัยใหม่ ให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพและรายได้ อย่างยั่งยืน (3) วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สร้างความภาคภูมิใจให้สมาชิก มีความเชื่อและศรัทธาผู้นำ มีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน พัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัฒนธรรมภูมิปัญญาและวิถีชีวิติให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ต้องการของลูกค้า (4) ภาพลักษณ์ตราสินค้า เป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่รู้จักของลูกค้า 2) ปัจจัยรอง ได้แก่ (1) ความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าอีก การจัดการประสบการณ์ลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าเห็นคุณค่าของสินค้าและบริการทำให้เกิดการเรียนรู้จากลูกค้าแล้วนำไปสู่พัฒนาการผลิตและการตลาด (2) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งอินเทอร์เน็ต การสร้างเว็บไซด์ การดำเนินงานระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นช่องทาง ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ การตลาดและการกระจายสินค้าให้เป็นส่วนมากเป็น การเล่าเรื่อง การบอกต่อ สาธิต และฝึกปฏิบัติ และความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่เกี่ยวกับ การบริหารจัดการธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนมาให้ความรู้เพิ่มเติม 2) การจัดเก็บความรู้ การเผยแพร่ความรู้ และการใช้ความรู้ ในกระบวนการนี้ ความรู้ที่จัดเก็บจะเป็นความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมภูมิปัญญาและวิถีชีวิตชุมชน เป็นทักษะที่ถูกถ่ายทอดสั่งสมมาจากครอบครัวเครือญาติ ฝังลึกในตัวคน การจัดเก็บในรูปของความรู้ชัดแจ้ง จึงมีน้อย ส่วนความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ มีการจัดเก็บความรู้ที่ชัดแจ้ง เช่น เอกสารประกอบการฝึกอบรม เอกสารรายงานการศึกษาวิจัย ของบุคคลภายนอก เอกสาร มาตรฐาน และเอกสารเผยแพร่ มีการเผยแพร่ความรู้ โดยอาศัยกระบวนการทางสังคม กระบวนการกลุ่ม กระบวนการมีส่วนร่วม ด้วยการเล่าเรื่อง บอกต่อ สนทนา ประชุมชี้แจง การฝึกอบรม การสาธิต การติดประกาศ การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในท้องถิ่นและการใช้ความรู้ ในกระบวนการธุรกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การตลาดและการกระจายสินค้า ด้วยการเล่าเรื่อง บอกต่อ ฝึกอบรม สาธิต ทดลองปฏิบัติ การศึกษาดูงาน การร่วมแสดงสินค้า และการจัดจำหน่าย 3) การวัดผลการจัดการความรู้ ดำเนินการในทุกขั้นตอนการผลิต โดย อาศัยเกณฑ์มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ ความพึงพอใจของลูกค้า การสั่งซื้อซ้ำ ตรวจสอบจากบัญชี รายรับรายจ่าย บัญชีลูกค้า บัญชีการสั่งซื้อ สมุดบันทึกและรายงานการประชุม 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดการความรู้ธุรกิจสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 1) ปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ (1) ภาวะผู้นำ ผู้นำ มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถ สมาชิกเชื่อถือศรัทธา ให้ความเคารพเชื่อฟัง สามารถบริหารจัดการ และนำกลุ่มให้ประสบความสำเร็จ (2) คน กลุ่มมีสมาชิกที่มีจุดมุ่งหมายที่รู้จักอย่างกว้างขวาง มากขึ้น (พจนี เทียมศักดิ์.2543 :160) ได้เคยกล่าวไว้ว่า แนวคิดการเรียนรู้ในวิถีชีวิตชุมชน มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เพราะแหล่งในการเรียนรู้มีอยู่ทั่วไป ทั้งในครอบครับ ในชุมชน ในวัด ในธรรมชาติ รวมทั้งผู้ให้ การถ่ายทอดการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เพื่อน ครู หมอพื้นบ้าน ต้นไม้ สัตว์ ทุกคนทุกสิ่งในโลกนี้ ล้วนเป็นผู้ถ่ายทอด ฉะนั้น การเรียนรู้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ในชีวิต ถือได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวข้องกัน สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฉะนั้นการเรียนรู้จึงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสถานบันการศึกษาเสมอไป การเรียนรู้เกิดขึ้น โดยผ่านทางครอบครัว ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนและปฏิบัติจริงไปพร้อมกัน สำหรับ การถ่ายทอดการเรียนรู้ในครอบครัวจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้เรียนจะได้ฝึกฝนไปเรื่อยๆเมื่อเกิดความชำนาญจะกลายเป็นผู้สอนให้แก่คนรุ่นต่อไป ใช้การสอนด้วยวาจาและการปฏิบัติให้ดู โดยให้ลูกหลานปฏิบัติตาม ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้จากตัวแบบเป็นการเรียนแบบจากการกระทำ (นิธิ เอียวศรีวงศ์.2536: 3-4) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ 4 ลักษณะ คือ 1) ความรู้และระบบความรู้ ซึ่งภูมิปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นชั่วขณะขึ้นมาในหัวแต่เป็นระบบความรู้ ที่ชาวบ้านมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ เป็นระบบความรู้ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ฉะนั้น ในการศึกษาจะเข้าไปดูว่าชาวบ้านรู้อะไรอย่างเดียวคงไมพอต้องศึกษาว่าเขา เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างไร 2) การสั่งสมความรู้ ภูมิปัญญาเกิดจากการสั่งสมและการกระจายความรู้ ซึ่งไม่ได้ลอยอยู่เฉย ๆ แต่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการบริการคนอื่น เช่น หมอพื้นบ้าน สั่งสมความรู้ทางการแพทย์ไว้ในตัวคน ๆ หนึ่ง ซึ่งมีกระบวนการที่ทำให้เขาสั่งสมความรู้ ซึ่งเราควรศึกษาด้วยว่ากระบวนการนี้เป็นอย่างไร และ หมอคนหนึ่งสามารถสร้างหมอคนอื่นต่อมาได้อย่างไรเป็นต้น 3)การถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ได้มีสถาบันในการถ่ายทอดความรู้โดยตรง แต่กลับมีกระบวนการถ่ายทอดที่ซับซ้อน ซึ่งต้องการเข้าใจภูมิปัญญาท้องถิ่น ต้องเข้าใจกระบวนการถ่ายทอดความรู้ จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งด้วย 4) การสร้างสรรค์การปรับปรุงระบบความรู้ของชาวบ้านไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่แต่ถูกปรับเปลี่ยนตลอดมาโดยอาศัยประสบการณ์ของชาวบ้าน ซึ่งเรายังขาดการศึกษาว่าชาวบ้านปรับเปลี่ยนความรู้และระบบความรู้เพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
ทฤษฎี สมมุติฐาน กรอบแนวความคิด :ทฤษฎี สมมุติฐาน จากแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับ แนวทางการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบมาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เชิงพาณิชย์ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นฐานการเรียนรู้ โดยอาศัยพื้นฐานทางทฤษฎีของนักวิชาการ เช่น ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ คือ กระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถเรียนได้จากการได้ยิน การสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ของเด็กและผู้ใหญ่จะต่างกัน เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้อง การซักถาม ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) เป็นทฤษฎีการเรียนรู้หนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง พัฒนาขึ้นโดย Professor Seymour Papert แห่ง M.I.T. (Massachusette Institute of Technology) ทฤษฎีนี้ถูกพัฒนามาจากทฤษฎีของความรู้ (Theory of Knowledge) โดย ชอง เปียเจต์ (Jean Piaget) มีหลักว่าพัฒนาการเกี่ยวกับความคิด ความเข้าใจ ของบุคคลนั้น เกิดจากการที่บุคคลพยายามจะปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล เมื่อมีปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม การปรับตัวนี้บุคคลจะใช้กระบวนการ 2 อย่าง คือ การดูดซึมหรือการกลมกลืน (assimilation) และการปรับความแตกต่าง (accommodation) ประสบการณ์ใหม่-ความรู้ใหม่ + ประสบการณ์เดิม/ความรู้เดิม = องค์ความรู้ของบุคคล ขั้นตอนการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน หลักๆ คือ 1. Explore คือ การสำรวจตรวจค้น 2. Experiment คือ การทดลอง 3. Learning by doing คือ การเรียนรู้จากการกระทำ 4. Doing by learning คือ การทำเพื่อที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ร่วมกัน(Social value) ทำให้ผู้เรียนเห็นว่าคนเป็นแหล่งความรู้แหล่งหนึ่งที่สำคัญและใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือการรู้จักแสวงหาคำตอบจากแหล่งความรู้ต่างๆด้วยตนเองเป็นผลให้เกิดพฤติกรรมที่ฝังแน่นเมื่อผู้เรียน "เรียนรู้ว่าจะเรียนรู้ได้อย่างไร (Learn how to Learn) การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning:CBL) คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้จากการได้ปฏิบัติงานจากสถานการณ์จริงของชุมชน เช่น การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน การจัดการองค์กรภายในชุมชน เป็นการศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้รู้หรือกลุ่มองค์กรในชุมชน นอกเหนือจากการบรรยายในห้องเรียนโดยการเรียนรู้ ที่เกิดจากการปฏิบัติ ( Learning by doing ) คือ เน้นการลงมือปฏิบัติและมีการจัดการความรู้ทั้งในเชิงแนวคิด เนื้อหากระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปปฏิสัมพันธ์และปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชนโดยใช้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ประสบการณ์ แทน การเรียนรู้จากตำราแต่เพียงอย่างเดียว การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นองค์ความรู้ ที่ผู้คนในชุมชนได้พัฒนาต่อเนื่อง มาเป็นเวลายาวนาน จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น การรักษาภูมิปัญญาให้คงอยู่คู่กับท้องถิ่น ควรได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น (สามารถ จันทรสูรย์,2536) ได้เคยกล่าวไว้ว่า การจำแนกวิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาไว้ 2 ประเภท ได้แก่ 1) วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาแก่เด็กเด็กโดยทั่วไปมีความสนใจช่วงเวลาสั้นในสิ่งใกล้ตัวซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ กิจกรรมการถ่ายทอดต้องเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน สนุกสนาน และดึงดูดใจ 2) วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาแก่ผู้ใหญ่ เป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ เป็นวัยทำงาน วิธีการถ่ายทอดทำได้หลายรูปแบบ เช่น วิธีการบอกเล่าโดยตรง ประเพณีของท้องถิ่น นอกจากนี้ วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาจะออกมาในรูปของการบันเทิงที่สอดแทรกในกระบวนการและเนื้อหา ดังนั้นกรอบแนวคิดในการศึกษา แนวทางการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบมาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เชิงพาณิชย์ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จังหวัดนครสวรรค์ แบบใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ จึงอธิบายดังแผนภาพต่อไปนี้ กระบวนการจัดการความรู้ - การกำหนดความรู้ Knowledge - การสร้างและแสวงหาความรู้ Knowledge Creation Acquisition - การแลกเปลี่ยนความรู้ Knowledge Sharing - การจัดเก็บความรู้ Knowledge Storage - การถ่ายทอดความรู้ Knowledge Transfer - การนำความรู้ไปใช้ Knowledge Utilization กรอบแนวคิดของการวิจัย แนวทางการพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น บริบทของชุมชน - สภาพทั่วไปของชุมชน - ประเพณี วัฒนธรรม - ภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ - การสังเกตการณ์ (Observation) - การสนทนากลุ่ม (Focus Group) - การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ถอดบทเรียนพื้นที่เป้าหมายและพัฒนาองค์ความรู้ - จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - ศึกษาดูงาน - จัดอบรมให้ความรู้ด้านการออกแบบและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นกับผู้ผลิต - ฝึกปฏิบัติการร่างภาพ แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเครื่องปั้นดินเผา - แนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา - แบบร่างตามแนวคิด (concept) - การฝึกปฏิบัติการปั้นและบันทึกวิธีการปั้น - การปรับปรุงแก้ไข - การนำเสนอชิ้นงานเครื่องปั้นดินเผา - ประเมินผลและสรุปการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเครื่องปั้นดินเผา องค์ความรู้ - ฐานข้อมูลและองค์ความรู้ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา - วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ ลวดลายบนผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา - วิธีหรือขั้นตอนในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา - แนวคิดในการออกแบบโดยใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบและภูมิปัญญาท้องถิ่น - การออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา - ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา จำนวน 9 ชิ้น - แหล่งเรียนรู้ตามฐานกิจกรรม 5 ฐาน - ชุดบทเรียนองค์ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาจำนวน 3 ระดับ - เครือข่ายการเรียนรู้เครื่องปั้นดินเผา ชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษา บุคคลที่สนใจ - แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน แนวทางเรียนรู้รูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาโดยชุมชนเป็นฐานเรียนรู้ บทเรียนและกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ - ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน - ระดับอุดมศึกษา - ระดับชุมชนและบุคคลที่สนใจ
วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล :วิธีการดำเนินการวิจัย เพื่อให้แนวทางในการดำเนินการศึกษาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ผู้ศึกษาได้กำหนดขั้นตอนในการศึกษาออกเป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ โดยมีรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างกรอบแนวคิดในการศึกษา การศึกษาและรวบรวมข้อมูลด้านเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ เป็นการศึกษา การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นระดับชุมชน ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้วิธีการสำรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องและสังเคราะห์ออกเป็นรูปแบบการจัดการความรู้ในเบื้องต้น ที่ประกอบด้วยไป 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา ด้านกระบวนการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาและเงื่อนไขที่ทำให้การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างเครื่องมือในการศึกษา การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามีการดำเนินการดังนี้ 1) แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึกได้มีการกำหนดประเด็นการศึกษาตามกรอบแนวคิด 2) แบบสนทนากลุ่ม ได้กำหนดขั้นจากกรอบแนวคิดในการศึกษา ที่กำหนดไว้ 3) แบบสังเกตแบบกึ่งโครงสร้าง โดยมีการศึกษาจากบริบทของพื้นที่ในเบื้องต้นและร่างประเด็นการสังเกตและตรวจสอบความถูกต้อง ขั้นตอนที่ 3 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลมีการดำเนินการโดยการทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ ในการลงพื้นที่ กับทางสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครสวรรค์และองค์การบริหารส่วนตำบล เป้าหมายที่กำหนด โดยแนบวัตถุประสงค์ในการศึกษาและเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานงานกับวิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผากลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนที่ 4 การสรุปข้อมูล การสรุปข้อมูลจากการศึกษาเป็นประเด็นต่าง ๆ และจัดแยกเป็นหมวดหมู่ตามกรอบ แนวคิดของการวิจัย จัดเก็บผลการศึกษาของวิสาหกิจชุมชนแต่ละพื้นที่ แล้วสรุปตามกรอบ แนวคิดที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น ขั้นตอนที่ 5 การสร้างรูปแบบการจัดการความรู้ ผู้ศึกษานำผลการศึกษาทั้งหมดมาทำการสอบถามเพื่อยืนยันรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญของจังหวัดนครสวรรค์ ขั้นตอนที่ 6 การสรุปผลและการอภิปรายผลการศึกษา สรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษา รวมทั้งรูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่เหมาะสมและทำการอภิปรายผลการศึกษาต่อไป โดยสามารถสรุปขั้นตอนในการศึกษาใน 5 แนวทาง ดังนี้ 1) การศึกษาจากข้อมูลเอกสาร (Document Study) มีการศึกษาทบทวนเอกสาร และบันทึกต่าง ๆ ได้แก่ ภาคนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย บทความและเอกสารทาง วิชาการ เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชน เช่น บันทึกเอกสารทางราชการ สถิติหรือสำมะโนประชากรในชุมชน เป็นต้น 2) การศึกษาโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) มีแนวคิดในการศึกษาและแนวทางการสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ ภายใต้บรรยากาศของการมีปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน 3) การศึกษาโดยวิธีการสังเกตการณ์ (Observation) ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การสังเกตการณ์ในลักษณะแบบชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้และแบบไม่มีส่วนร่วม 4) การศึกษาโดยการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) 5) การศึกษาโดยสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญยืนยันรูปแบบเป็นเครื่องมือสำหรับการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องการจัดการความรู้ ของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งวิเคราะห์จากผลการศึกษาของกลุ่มเป้าหมาย
คำอธิบายโครงการวิจัย (อย่างย่อ) :เป็นการศึกษาแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ โดยเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ โดยใช้กระบวนศึกษาแบบชุมชนเป็นฐานเรียนรู้ (CBL) โดยมีนักเรียน นักศึกษาและบุคคลที่สนใจ เป็นผู้เรียนรู้ โดยมีเป้าหมายเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องปั้นดินเผา จำนวน 9 ชิ้น
จำนวนเข้าชมโครงการ :1252 ครั้ง
รายชื่อนักวิจัยในโครงการ
ชื่อนักวิจัยประเภทนักวิจัยบทบาทหน้าที่นักวิจัยสัดส่วนปริมาณงาน(%)
นายนัฐท์ธีรนนช์ รอดชื่น บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยหัวหน้าโครงการวิจัย50
นายรพีพัฒน์ มั่นพรม บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยผู้ร่วมวิจัย50

กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด