รายละเอียดโครงการวิจัย
กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด

รหัสโครงการ :R000000261
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) :การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยกระบวนการทางปัญญาแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน
ชื่อโครงการ (ภาษาอังกฤษ) :Enhancing the immunity of the community with Participation Wisdom Processes for the development social quality of sustainability.
คำสำคัญของโครงการ(Keyword) :การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน,กระบวนการทางปัญญาแบบมีส่วนร่วม,สังคมแห่งคุณภาพ
หน่วยงานเจ้าของโครงการ :คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ > สาขาวิชารัฐศาสตร์
ลักษณะโครงการวิจัย :โครงการวิจัยเดี่ยว
ลักษณะย่อยโครงการวิจัย :ไม่อยู่ภายใต้แผนงานวิจัย/ชุดโครงการวิจัย
ประเภทโครงการ :โครงการวิจัยใหม่
สถานะของโครงการ :propersal
งบประมาณที่เสนอขอ :500000
งบประมาณทั้งโครงการ :500,000.00 บาท
วันเริ่มต้นโครงการ :01 ตุลาคม 2559
วันสิ้นสุดโครงการ :30 กันยายน 2560
ประเภทของโครงการ :การวิจัยพื้นฐาน
กลุ่มสาขาวิชาการ :สังคมศาสตร์
สาขาวิชาการ :สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
กลุ่มวิชาการ :รัฐประศาสนศาสตร์
ลักษณะโครงการวิจัย :ไม่ระบุ
สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์ : ไม่สะท้อนถึงการใช้ความรู้เชิงอัตลักษณ์
สร้างความร่วมมือประหว่างประเทศ GMS : ไม่สร้างความร่วมมือทางการวิจัยระหว่างประเทศ
นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา :ไม่นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาณภาพการศึกษา
เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต : ไม่เกิดจากความร่วมมือกับภาคการผลิต
ความสำคัญและที่มาของปัญหา :การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ ทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยผนวกเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสังคมเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการเข้าใจถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ๆ ของโลกที่มีผลต่อประเทศไทย ได้แก่ ประการที่หนึ่ง กระแสการเปลี่ยนแปลงของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแสโลกาภิวัตน์มีผลเป็นรูปธรรมที่กระทบต่อรูปแบบค่านิยมทางสังคม การดำรงชีวิตและรสนิยมการบริโภค ความฉับพลันในเรื่องข่าวสารข้อมูล ทำให้เกิดวิวัฒนาการทางความคิด การเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ดังนั้นการเรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อขวนขวายแสวงหาความรู้ใหม่ให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น ประการที่สอง กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกเข้าสู่จุดการค้าเสรีมากขึ้น โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเป็นโลก/ยุคไร้พรมแดน (Borderless World) ในลักษณะที่มีการลดกฎเกณฑ์หรือขั้นตอนในด้านต่าง ๆ พลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านการค้า การลงทุน และการผลิต ของโลกไปในแนวทางใหม่ที่ ทุน คน เทคโนโลยี สินค้าและบริการสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กระแสโลภาภิวัตน์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริบทสำคัญ ๆ ทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค (สุวิทย์ เมษินทรีย์: 2549 : 23) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยมิได้พัฒนาบนพื้นฐานของความเข้มแข็งที่แท้จริง แต่กลับเผชิญกับความเสี่ยงสูงหลายประการ กล่าวคือ การขาดภูมิคุ้มกันและความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทย อาจกล่าวได้ว่า ความล้มเหลวของการพัฒนาประเทศและการพัฒนาท้องถิ่นที่ผ่านมาเกิดจากการมีกระบวนทัศน์และกระบวนการพัฒนาที่ผิดพลาด ความจริงข้อนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในหนังสือเรื่องใต้เบื้องพระยุคลบาทว่า การพัฒนาประเทศที่แล้วมาได้เน้นหนักในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาทางวัตถุเป็นสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้จากสาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมา บางแผนระบุไว้ว่าการพัฒนาเกี่ยวกับการเกษตรเป็นเรื่องที่ผิดพลาด การที่จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการปรับเปลี่ยนที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองต้องไม่หยุดอยู่ที่การปรับเปลี่ยนโครงการสร้างการบริหารราชการหรือการปรับเปลี่ยนรัฐบาล แต่ต้องก้าวไปให้ถึงขั้นที่เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และกระบวนการพัฒนา ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิดของมนุษย์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2540 เป็นจุดเริ่มของการกำหนดให้มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง ตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจทางการเมือง วางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ที่อาจกล่าวว่าเป็นลักษณะของหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) คำนึงถึงความต้องการและความสอดคล้องของชุมชนและท้องถิ่นเป็นฐานการพัฒนาที่สำคัญโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในประเทศมีลักษณะทวิภาค (Dualism) มีการขยายตัวแบบขาดดุลยภาพ กล่าวคือ ระยะที่ผ่านมาผลสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะมีผล เช่น ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ความบีบคั้นจากการแบ่งชั้นทางเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เยาวชนไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพที่แท้จริง การเรียกร้องและพัฒนาประเทศสู่คุณภาพของสังคม(Social Quality) ที่ประกอบด้วย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ความสามารถในการเข้าถึงและเข้าร่วมในสถาบันต่างๆ ความสมานฉันท์และความสามัคคีในสังคม การเสริมสร้างพลังทางสังคม เพิ่มมากขึ้น(สถาบันพระปกเกล้า : 2552) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งนี้เป็นเพราะความสามารถในการเข้าถึงสวัสดิการ การบริการสาธารณะและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเป็นตัวชี้วัดและสะท้อนคุณภาพของสังคมและความเป็นธรรมในสังคม โดยการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ได้ตระหนักถึงสถานการณ์และความเสี่ยง ซึ่งเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกและภายในประเทศ โดยเฉพาะภาวะผันผวนด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และภูมิอากาศ ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประเทศไทยทั้งเชิงบวกและลบ ดังนั้น ทิศทางการบริหารจัดการประเทศภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว จึงเป็นการใช้จุดแข็งและศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเพื่อสร้างความ เข้มแข็งและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ภายในประเทศที่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานการผลิตภาคเกษตร และการประกอบการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องปรับตัวในการเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก และภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ เพื่อสามารถใช้โอกาสที่เกิดขึ้นและเพิ่มภูมิคุ้มกันของทุนที่มีอยู่ในสังคมไทยได้อย่างเหมาะสม พร้อมก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องสร้างความพร้อมสำหรับเชื่อมโยงด้านกายภาพทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพคน การเสริมสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในมิติต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน โดยนำทุนของประเทศที่มีศักยภาพมาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการและเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งเสริมสร้างให้แข็งแกร่งเพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศที่สำคัญได้แก่ การเสริมสร้างทุนสังคม (ทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนทางวัฒนธรรม) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมไทยสู่สังคมคุณภาพ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว และชุมชน สามารถจัดการความเสี่ยง และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม สำหรับการเสริมสร้างทุนเศรษฐกิจ (ทุนกายภาพ ทุนทางการเงิน) มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง โดยใช้ภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการค้าและการลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค ต่างๆ บนพื้นฐานการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในส่วนการเสริมสร้างทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นฐานการผลิตภาคเกษตร มุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการค้าจากเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเพิ่มบทบาทไทยในเวทีประชาคมโลก (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11) ในการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับชุมชน เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการพัฒนาควบคู่กับทิศทางในการพัฒนาระดับประเทศ ซึ่งกล่าวได้ว่าการให้ความสำคัญต่อมิติและประเด็นดังกล่าวทำให้สังคมประเทศ ชุมชนท้องถิ่นมีภูมิคุ้มกันทางสังคมที่ดี ที่หมายถึงทุกคนในสังคมไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้ด้อยโอกาสได้รับโอกาสและการพัฒนาอย่างทั่วถึง ประชาชนมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งเป็นพลังร่วมของสังคมไทย ชุมชนและสังคมมีค่านิยมร่วมและตระหนักถึงผลประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก ดังนั้นผู้วิจัย จึงมีความสนใจเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยกระบวนการทางปัญญาแบบมีส่วนร่วมเพื่อก้าวสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน
จุดเด่นของโครงการ :-
วัตถุประสงค์ของโครงการ :1) เพื่อศึกษาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน 2) เพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืนโดยใช้ปัจจัยเชิงสังคมวิทยาท้องถิ่นเป็นตัวทำนาย 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน 4) เพื่อพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่ง คุณภาพอย่างยั่งยืน
ขอบเขตของโครงการ :ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่น จำนวน 15-17 คน 2) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสร้างภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ถึงปัจจุบัน 3) ประชาชนที่อยู่อาศัยในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 63,525,062 คน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ.2553.online) และ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่อยู่อาศัยในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จำนวน 1,600 คน โดยแบ่งออกตามภูมิภาคต่าง ๆ ภูมิภาคละ 400 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage Random Sampling) 4) ผู้นำและผู้บริหารชุมชนท้องถิ่นเป้าหมาย จำนวน 10-12 คน ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นและปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่น 2) แนวทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน ขอบเขตด้านระยะเวลา ใช้ระยะเวลา ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 2559 ถึง เดือน กันยายน 2560 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 1 ปี ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) การสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นและปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่น 2) แนวทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ :1. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่ง คุณภาพอย่างยั่งยืน (P) 2. ได้สารสนเทศเกี่ยวกับทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่ง คุณภาพอย่างยั่งยืน (P) 3. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ได้องค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานในการบริการทางวิชาการเกี่ยวกับทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่ง คุณภาพอย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงเครือข่าย ทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่ง คุณภาพอย่างยั่งยืน (I) 4. รัฐบาล กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สามารถนำผลการวิจัยที่ได้ ไปใช้ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นด้วยเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน และรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัฒน์ (I) 5. เป็นการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ในงานวิจัยทางการพัฒนาภูมิคุ้มกันทางสังคม การพัฒนาสังคมอย่างมีคุณภาพ รัฐประศาสนศาสตร์ (G) 6. เป็นการสร้างนักขับเคลื่อนและนักพัฒนาทางการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืนและระดับชาติรุ่นใหม่ในการวิจัยทางการสังคม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาสู่สังคมที่มีคุณภาพ (G)
การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ :9.2 แนวคิดคุณภาพทางสังคม แนวคิดคุณภาพทางสังคมนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นกระแสแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องนโยบายการพัฒนาสังคม หรือสวัสดิการสังคม โดย ชัยวัฒน์ ค้ำชูและนิธี เนื่องจำนง ได้กล่าวถึงในบทความเรื่องคุณภาพประชาธิปไตย และคุณภาพสังคม ความเชื่อมโยงที่จำเป็น ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งมีเนื้อหาสาระดังนี้ โดยการเกิดขึ้นของแนวคิดคุณภาพทางสังคมนั้นถูกแวดล้อมด้วยบริบทที่สำคัญสองประการ ได้แก่ ประการแรกบริบททางแนวคิด เดนิส บูเกต์ (Denis Bouget) ตั้งข้อสังเกตว่าการเกิดขึ้นมาของแนวคิดคุณภาพทางสังคมนั้นเนื่องมาจาก“ความไม่เพียงพอ” ของแนวคิดที่มีมาก่อนหน้า ในการให้คำตอบกับปัญหาสังคมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ตัวอย่างของแนวคิดที่มีมาก่อนหน้า อาทิ แนวคิดคุณภาพชีวิต (quality of life) และแนวคิดการกีดกันทางสังคม (social exclusion) โดยแนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิตถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มุ่งเน้นการวิเคราะห์ในระดับ“ปัจเจกชน” มากเกินไปและละเลยมิติในระดับ “สังคม” นอกจากนี้แนวคิดดังกล่าวมักจะมองปัจเจกชนว่าเป็นเสมือน “เครื่องบันทึก” เหตุการณ์ชีวิตในแต่ละช่วงเวลา ไม่ได้มองมิติที่ว่าปัจเจกชนนั้นเป็นตัวแสดงที่มีความสามารถสร้าง “วิถีชีวิต” ของตนได้ ดังนั้นแนวคิดนี้จึงมักจะมองว่าหากเราปรับปรุงเงื่อนไขการใช้ชีวิตของปัจเจกชน จะทำให้ปัจเจกชนมีความพึงพอใจมากขึ้น นอกจากนี้แนวคิดดังกล่าวยังถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความเป็นทฤษฏี (a-theoretical) เป็นแค่เพียงมาตรวัด “ความพึงพอใจ” ทั้งในเชิงอัตวิสัย และวัตถุวิสัย จากข้อวิจารณ์ดังกล่าว ดูเหมือนว่าแนวคิดคุณภาพทางสังคมจะถูกออกแบบมาเพื่อปรับปรุง ข้อบกพร่องดังกล่าวของแนวคิดคุณภาพชีวิต ในขณะที่แนวคิดคุณภาพชีวิตมุ่งเน้นการ “ประเมิน” ในระดับปัจเจกชน แนวคิดคุณภาพทางสังคมพยายามแสวงหาจุดสมดุลระหว่างการมองในระดับปัจเจก individuals) ตามแนวการศึกษาแบบอรรถประโยชน์นิยม (utilitarian approach) และแนวการวิเคราะห์ที่มองจากระดับสังคม (faits sociaux) ตามแนวทางสังคมวิทยาแบบเดอร์คไคเมียน (Durkheimian approach) ด้วยเหตุนี้แนวคิดคุณภาพทางสังคมจึงนำเสนอมุมมองในเชิง “สัมพันธ์” (relational view) ที่ชี้ว่าทั้งปัจเจกชนในฐานะตัวแสดงและสังคมในฐานะของบริบทนั้นส่งผลซึ่งกันและกันในสองทิศทาง ในลักษณะที่เรียกว่า “การพึ่งพาระหว่างกันที่ส่งผลซึ่งกันและกัน” (constitutive interdependency) ในแง่นี้ แนวคิดคุณภาพทางสังคมจึงสามารถอุดช่องว่างของแนวคิดคุณภาพชีวิตทั้งในส่วนของการเสริมมุมมองที่สมดุลในทวิลักษณะของปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนและสังคม และในส่วนของการเสริมรากฐานทางทฤษฏีบริบทที่สำคัญประการที่สองที่แวดล้อมการเกิดขึ้นของแนวคิดคุณภาพทางสังคมคือ แรงกดดันที่มีต่อโครงสร้างรัฐสวัสดิการของยุโรป แรงกดดันดังกล่าวมีคุณลักษณะสำคัญตามที่ พีเตอร์ เทย์เลอร์-กูบี้ (Peter Taylor-Gooby) เรียกว่า การเผชิญหน้ากันระหว่างกระแสการลดบทบาทรัฐและกระแสเรียกร้องให้รัฐเข้ามา แทรกแซงใหม่ (hollowing out versus the new interventionism) กล่าวคือในด้านหนึ่งรัฐถูกบีบคั้นจากกระแสการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ เช่น การปรับเปลี่ยนระบบแรงงานให้ยืดหยุ่น และลดสวัสดิการที่ให้กับแรงงานและลดสวัสดิการทางสังคมซึ่งมักมองว่าเป็น “ภาระทางเศรษฐกิจ” สภาวะดังกล่าวบ๊อบ เจสสอบ (Bob Jessop) เรียกว่าการที่นโยบายสวัสดิการสังคมต้องอยู่ภายใต้ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการดำเนินนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ ได้สร้างแรงกดดันให้รัฐบาล เข้าแทรกแซงเพื่อสร้างดุลยภาพขึ้นในสังคม แรงกดดันดังกล่าวประกอบกับการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม จากสังคมอุตสาหกรรมไปสู่สังคมที่แดเนียล เบลล์ (Daniel Bell) เรียกว่าสังคมยุคหลังอุตสาหกรรม (postindustrial society) และการเปลี่ยนโครงสร้างประชากร ทั้งจากจำนวนผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น และจำนวนผู้อพยพ (ทั้งจากภายในและภายนอกยุโรป) ยิ่งทำให้มีความจำเป็นในการแสวงหานวัตกรรมนโยบายทางสังคมมากขึ้นแนวคิดคุณภาพทางสังคมอยู่บนฐานคติที่ว่า “มนุษย์นั้นเป็นสิ่งสร้างทางสังคม” (social beings) นัยที่สำคัญของมุมมองเช่นนี้คือการปฏิเสธฐานคติของแนวคิดในเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่มองว่ามนุษย์เป็นปัจเจกชนที่เป็นอิสระ เฉกเช่นดังอะตอมในโครงสร้างทางเคมีของโมเลกุลที่ซับซ้อนที่เรียกว่าสังคม และสังคมเป็นเพียงแค่ส่วนรวมของอะตอมทั้งหลายที่เรียกว่าปัจเจกชน ในการดำเนินชีวิตในสังคมของปัจเจกชนจะมีปัจจัยที่จะส่งผลต่อ “คุณภาพ” การดำเนินชีวิต และคุณภาพของสังคมโดยรวม ในสามลักษณะปัจจัยกลุ่มแรกคือปัจจัยเชิงองค์ประกอบ (constitutional factors) ที่ประกอบไปด้วย 1) ความมั่นคงส่วนบุคคล (personal security) 2) การสนองตอบของสังคม (social responsiveness) 3) การยอมรับทางสังคม (social recognition) จากสภาพแวดล้อมทางสังคม ต่อระบบและสถาบันที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และ 4) ความสามารถส่วนบุคคล (personal capacity) ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆในสังคม ปัจจัยเชิงองค์ประกอบนี้เกี่ยวข้องกับความสามารถของปัจเจกชนที่จะดำเนินกิจกรรมทางสังคมเพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ของตนในฐานะสิ่งสร้างทางสังคม เมื่อองค์ประกอบทั้งสี่ประการข้างต้นเริ่มทำงาน โอกาสหรือผลลัพธ์ที่จะเป็นตัวกำหนดคุณภาพทางสังคมจะถูกกำหนดโดยปัจจัยกลุ่มที่สองนั่นคือคือปัจจัยเชิงเงื่อนไข หรือกลไกที่จะนำไปสู่คุณภาพทางสังคมซึ่งประกอบไปด้วย 1) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ-สังคม (socio-economic security) 2) การยอมรับเป็นสมาชิกในสังคม (social inclusion) 3) ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม หรือความสมานฉันท์ (social cohesion) และ 4) การเสริมสร้างพลังทางสังคม (social empowerment) และในการประเมินในเชิงคุณค่า เกี่ยวกับ “คุณภาพ” ของคุณภาพทางสังคม ปัจจัยกลุ่มที่สามนั่นคือปัจจัยเชิงปทัสถาน (normative factors) จะเป็นรากฐานสำคัญ โดยปัจจัยในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วย 1) ความเป็นธรรมทางสังคม (social justice) ซึ่งเป็นหลักทางปทัสถานในการประเมินธรรมชาติของความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม หากสังคมมี ความเป็นธรรม ย่อมเป็นเครื่องสะท้อนว่าสังคมดังกล่าวมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม 2) การเป็นพลเมืองตามหลักประชาธิปไตย (democratic-based citizenship) ซึ่งเป็นหลักทางปทัสถานในการประเมินธรรมชาติของการยอมรับเป็นสมาชิกในสังคม หากคนในสังคมได้รับสิทธิในฐานะของพลเมืองตามหลักประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางการเมือง (political rights) สิทธิพลเมือง (civil rights) และสิทธิทางสังคม (social rights) อย่างครบถ้วนย่อมเป็นเครื่องชี้วัดที่ดีถึงระดับการยอมรับเป็นสมาชิกในสังคมที่สูง 3) ความเป็นปึกแผ่น (solidarity) ซึ่งเป็นหลักทางปทัสถานในการประเมินธรรมชาติของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม และ 4) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (human dignity) ซึ่งเป็นหลักทางปทัสถานในการประเมินธรรมชาติของการเสริมสร้างพลังทางสังคมอย่างไรก็ตาม ดังที่เดส แกสเพอร์ และคณะ (Des Gasper et al.) ตั้งสมมติฐานไว้ว่าปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง ปัจจัยทั้งสามไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปสู่ “ระบอบคุณภาพทางสังคม” (social quality regime) ที่เหมือนกันในทุกๆ สังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือแนวคิดคุณภาพทางสังคมไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปสู่รูปแบบทางสังคมที่เหมือนกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก แม้ว่ากระบวนการการก่อร่างสังคมจะคล้ายคลึงกันแต่จากสถาบันที่ไม่เป็นทางการ อาทิ ครอบครัว กลุ่ม ชุมชน และสถาบันที่เป็นทางการ อาทิ องค์การระบบ และสถาบันทางสังคมต่างๆ ที่แตกต่างกัน (แกนแนวนอน) รวมทั้งกระบวนการพัฒนาอัตลักษณ์ของปัจเจกชนและของสังคม (แกนแนวตั้ง) ที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลทำให้คุณลักษณะของระบอบคุณภาพทางสังคมในแต่ละแห่งย่อมแตกต่างกัน สมมติฐานดังกล่าวดูเหมือนว่าจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากงานวิจัยคุณภาพทางสังคมในบริบทของเอเชีย อาทิการเปรียบเทียบให้เห็นว่าบทบาทหลักในการรับรองความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมในยุโรปอยู่ที่รัฐ ในขณะที่บทบาทดังกล่าวในเอเชียตะวันออกอยู่ที่สังคม ตารางที่ 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพทางสังคม ปัจจัยเชิงองค์ประกอบ ปัจจัยเชิงเงื่อนไข ปัจจัยเชิงปทัสถาน ความมั่นคงส่วนบุคคล ความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม ความเป็นธรรมทางสังคม การตอบสนองของสังคม การยอมรับเป็นสมาชิกในสังคม การเป็นพลเมืองตามหลักประชาธิปไตย การยอมรับทางสังคม ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในสังคมความเป็นปึกแผ่น ความสามารถส่วนบุคคล การเสริมสร้างพลังทางสังคม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มา: Des Gasper et al. “Human Security and Social Quality: Contrasts and Complementarities”, Institute of Social Studies Working Paper Series No. 462. December 2008. Figure 4.แม้ว่าแนวคิดคุณภาพทางสังคมจะเริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 แต่ในปัจจุบันการศึกษาตามแนวทางคุณภาพทางสังคมมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมของการประยุกต์ แนวคิดกับกรณีศึกษาต่างๆ ทั้งมิติด้านแรงงาน และสาธารณสุข การศึกษาวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ของคุณภาพทางสังคม การหาความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของคุณภาพทางสังคม การพัฒนาตัวชี้วัดในส่วนของปัจจัยเชิงเงื่อนไข ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในนโยบายสังคม การประยุกต์ใช้แนวคิดคุณภาพทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทของยุโรปกับประเทศในสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ในทำนองเดียวกันคาร์เลส บอร์ซ (Carles Boix) ที่ชี้ว่าในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงประชากรส่วนมากที่เป็นคนจนย่อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายกระจายทรัพยากร ท่ามกลางสภาวการณ์ดังกล่าวคนมั่งมีส่วน
ทฤษฎี สมมุติฐาน กรอบแนวความคิด :-
วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล :การวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีเชิงบรรยาย (Descriptive Research) โดยใช้วิธีการสังเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Synthesis) การวิเคราะห์องค์ประกอบ (factor Analysis) การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ(Multiple regression) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่าง ซึ่งมีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืนและค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่น ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 1) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน 2) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน 3) ผู้นำ ผู้บริหาร และ 4) ประชาชน ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 1) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชุมชน ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืนตั้งแต่ปี 2540 ถึงปัจจุบัน 2) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการสร้าง เสริมภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 15 -17 คน โดยกำหนดคุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้ (1) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทางด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่นเพื่อก้าวสู่สังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน (2) เป็นผู้ มีความรู้ความสามารถทางด้านสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นครู อาจารย์ ในสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (3) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันชุมชนท้องถิ่น 3) ประชาชนที่อยู่อาศัยในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 63,525,062 คน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ.2553.online) และ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่อยู่อาศัยในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จำนวน 1,600 คน โดยแบ่งออกตามภูมิภาคต่าง ๆ ภูมิภาคละ 400 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage Random Sampling) 4) ผู้นำและผู้บริหารชุมชนท้องถิ่นเป้าหมาย จำนวน 10-12 คน
คำอธิบายโครงการวิจัย (อย่างย่อ) :-
จำนวนเข้าชมโครงการ :186 ครั้ง
รายชื่อนักวิจัยในโครงการ
ชื่อนักวิจัยประเภทนักวิจัยบทบาทหน้าที่นักวิจัยสัดส่วนปริมาณงาน(%)
นายณัฐชัย นิ่มนวล บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยหัวหน้าโครงการวิจัย50
ดร.สมญา อินทรเกษตร บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยผู้ร่วมวิจัย30
นางสาวคุณากร กรสิงห์ บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยผู้ร่วมวิจัย20

กลับไปหน้าโครงการวิจัยทั้งหมด